ปีใหม่ของเนเธอร์แลนด์เริ่มต้นด้วยความดุเดือด ทั้งเกิดเหตุไฟไหม้โบสถ์อย่างรุนแรง อุบัติเหตุพลุระเบิดจนคนเสียชีวิต และเกิดเหตุทำร้ายตำรวจกับเจ้าหน้าที่อื่นๆ หลายจุดทั่วประเทศ
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 1 ม.ค. 2569 เกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่เผาทำลายโบสถ์ฟอนเดลแกร์ก (Vondelkerk) อันเก่าแก่ตั้งแต่สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 19 ในกรุงอัมสเตอร์ดัม ส่งผลให้หอคอยความสูง 50 เมตรพังถล่มลงมาและหลังคาได้รับความเสียหายอย่างหนัก
ทางการกรุงอัมสเตอร์ดัมระบุว่า แม้ไฟไหม้จะสร้างความเสียหายแก่โบสถ์ที่สร้างขึ้นเมื่อปี 2415 แห่งนี้อย่างหนัก แต่คาดว่าโครงสร้างส่วนใหญ่จะยังคงสภาพเดิมอยู่ได้ ส่วนสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้นั้นยังไม่ทราบแน่ชัดในขณะนี้
ขณะเดียวกัน น.ส. ไนน์ คอยมัน ประธานสหภาพตำรวจเนเธอร์แลนด์ รายงานว่าเกิดเหตุความรุนแรงต่อตำรวจและหน่วยบริการฉุกเฉินในปริมาณที่สูงอย่างไม่เคยมีมาก่อนในช่วงคืนส่งท้ายปีเก่า แม้แต่ตัวเธอเองก็ถูกปาด้วยพลุและวัตถุระเบิดอื่น ๆ ถึง 3 ครั้ง ขณะปฏิบัติหน้าที่ในกรุงอัมสเตอร์ดัม
หลังจากผ่านพ้นเที่ยงคืนได้ไม่นาน ทางการเนเธอร์แลนด์ต้องออกประกาศฉุกเฉินผ่านโทรศัพท์มือถือทั่วประเทศ ซึ่งเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก เพื่อเตือนประชาชนไม่ให้โทรเรียกหน่วยบริการฉุกเฉินที่กำลังรับภาระหนักเกินขีดจำกัด หากไม่ใช่สถานการณ์ที่อันตรายถึงชีวิตจริง
รายงานเหตุทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ตำรวจและพนักงานดับเพลิงเกิดขึ้นแพร่กระจายไปทั่วประเทศ โดยในเมืองเบรดา (Breda) ทางตอนใต้ของประเทศ มีกลุ่มคนโยนระเบิดขวดเข้าใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจ
นอกจากนี้ มีรายงานด้วยว่า เกิดอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับพลุและดอกไม้ไฟ จนทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ศพ เป็นเด็กชายอายุ 17 ปี และชายวัย 38 ปี ขณะที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสอีก 3 ราย
...
โรงพยาบาลจักษุในเมืองรอตเทอร์ดัมระบุว่า ได้ทำการรักษาคนไข้ที่ได้รับบาดเจ็บเกี่ยวกับดวงตาไปแล้ว 14 รายในคืนส่งท้ายปีเก่า โดยในจำนวนนี้มีถึง 10 รายที่เป็นเยาวชน และมี 2 รายที่ต้องเข้ารับการผ่าตัด
ทั้งนี้ ปี 2568 เป็นปีสุดท้ายก่อนที่เนเธอร์แลนด์จะมีประกาศห้ามใช้พลุและดอกไม้ไฟในกิจกรรมที่ไม่ใช่งานอย่างเป็นทางการ ส่งผลให้ชาวเนเธอร์แลนด์พากันกว้านซื้อดอกไม้ไฟมาเล่นเป็นจำนวนมาก
สมาคมผู้ประกอบการดอกไม้ไฟแห่งเนเธอร์แลนด์ระบุว่า บรรดานักท่องเที่ยวและผู้เฉลิมฉลองได้ทุ่มเงินซื้อพลุและดอกไม้ไฟสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 129 ล้านยูโร (ราว 4.76 พันล้านบาท)
แม้บางพื้นที่ถูกกำหนดให้เป็นเขตปลอดพลุและดอกไม้ไฟ แต่ดูเหมือนว่ามาตรการดังกล่าวจะส่งผลเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยผู้สื่อข่าวของ AFP ซึ่งอยู่ในพื้นที่เขตปลอดพลุในกรุงเฮก รายงานว่ายังคงได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่นต่อเนื่องไปจนถึงเวลาประมาณ 03:00 น.ของวันปีใหม่
ในขณะเดียวกันที่ประเทศเบลเยียม ตำรวจได้จับกุมผู้กระทำผิดจำนวนมาก หลังจากเจ้าหน้าที่ทั้งในกรุงบรัสเซลส์และเมืองแอนต์เวิร์ปตกเป็นเป้าโจมตีด้วยพลุไฟ โดยคำสั่งห้ามจุดพลุในวันขึ้นปีใหม่ไม่สามารถยับยั้งเหตุการณ์วุ่นวายที่เกิดขึ้นในสองเมืองใหญ่ได้
โฆษกตำรวจเปิดเผยกับ AFP ว่า ตำรวจต้องใช้แก๊สน้ำตาและจับกุมผู้คนมากกว่า 100 คนในเมืองท่าแอนต์เวิร์ป ซึ่งมีเยาวชนที่อายุเพียง 10 หรือ 11 ปีใช้พลุและก้อนหินโจมตีตำรวจและหน่วยบริการฉุกเฉิน ทั้งยังมีการเผาจักรยาน รถยนต์ และถังขยะด้วย
เจ้าหน้าที่ยังสามารถยึดพลุประเภทที่มี “อันตรายร้ายแรง” ได้เป็นจำนวนมาก
ส่วนในกรุงบรัสเซลส์ เมืองหลวงของประเทศเบลเยียม ตำรวจระบุว่าพวกเขาตกเป็นเป้าโจมตีด้วยพลุไฟหลายต่อหลายครั้ง และมีการจับกุมผู้กระทำผิดไปประมาณ 70 รายตลอดทั้งคืนส่งท้ายปีเก่าเข้าสู่ปีใหม่
ส่วนในประเทศเยอรมนี ตำรวจท้องถิ่นออกแถลงการณ์ว่า มีวัยรุ่นอายุ 18 ปี จำนวน 2 ราย เสียชีวิตในเมืองบีเลเฟลด์ (Bielefeld) ทางตะวันตกของประเทศ หลังจากที่พวกเขาจุดพลุที่ประดิษฐ์ขึ้นเอง ทำให้เกิดบาดแผลฉกรรจ์บริเวณใบหน้าจนถึงแก่ชีวิต
ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign
ที่มา : cna