รัสเซียสูญเสียรองผู้บัญชาการกองทัพเรือ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่คนสำคัญที่เคยได้รับการเลื่อนขั้นและคำชมจากวลาดิเมียร์ ปูติน ระหว่างการต่อสู้กับยูเครน

เมื่อ 3 ก.ค. 2568 กองทัพรัสเซียเปิดเผยว่า พลตรี มิคาอิล กุดคอฟ รองผู้บัญชาการกองทัพเรือรัสเซีย ผู้เคยได้รับการเลื่อนขั้นและคำชื่นชมจากประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ถูกสังหารระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ นับเป็นหนึ่งในเจ้าหน้าที่อาวุโสที่สุดของประเทศที่เสียชีวิตในสงครามครั้งนี้

กระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุว่า นายพลกุดคอฟ เพิ่งได้รับเหรียญเชิดชูเกียรติของกองทัพจากปูติน ที่พระราชวังเครมลินเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และได้รับแต่งตั้งเป็นรองผู้บัญชาการกองทัพเรือในเดือนมีนาคม ถูกสังหารเมื่อวันพุธที่ 2 ก.ค. ระหว่างการต่อสู้ที่หนึ่งในเขตชายแดนของแคว้นคูสค์ ซึ่งติดกับยูเครน

ก่อนหน้านี้ แชนเนลอย่างไม่เป็นทางการของกองทัพรัสเซียกับยูเครนบนเทเลแกรม รายงานก่อนหน้านี้ว่า นายพลกุดคอฟถูกสังหารพร้อมกับเจ้าหน้าที่คนอื่นอีกหลายนาย หลังจากยูเครนยิงมิสไซล์ “HIMARS” ที่สหรัฐฯ สร้าง เข้าใส่ฐานบัญชาการในแคว้นคูสค์ของรัสเซีย

สำนักข่าวรอยเตอร์สระบุว่า ตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่านายพลกุดคอฟวัย 42 ปี ไปทำอะไรที่แคว้นคูสค์ ขณะที่บล็อกเกอร์สายทหารของรัสเซียหลายคนระบุว่า เขาเป็นผู้บัญชาการกองทัพเรือในแคว้นซูมีของยูเครน ขณะที่ฝ่ายเคียฟยังไม่ออกมาแสดงความเห็นใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้

ทั้งนี้ นับตั้งแต่รัสเซียเริ่มบุกโจมตียูเครนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2565 มีนายพลระดับสูงของรัสเซียถูกสังหารในการโจมตี หรือถูกลอบสังหารไปแล้วอย่างน้อย 10 คน

ปูตินชื่นชมนายกุดคอฟเมื่อเดือนมีนาคม โดยระบุว่า กองพลนาวิกโยธินที่ 155 ที่นายกุดคอฟบัญชาการ เป็นหนึ่งในหน่วยหัวกะทิที่ดีที่สุดของรัสเซีย และมอบหมายให้นายกุดคอฟใช้ความรู้และประสบการณ์เพื่อเพิ่มศักยภาพในการต่อสู้ของกองทัพใหม่ภายในการนำของเขา และช่วยดูแลเรื่องการปรับโครงสร้างหน่วยนาวิกโยธินของประเทศ

...

ก่อนจะได้รับการเลื่อนตำแหน่ง กุดคอฟเป็นผู้นำกองพลนาวิกโยธินต่อสู้ภายในหลายพื้นที่ของยูเครน รวมถึงรอบกรุงเคียฟ และมีส่วนร่วมในการโจมตีเมืองท่ามาริอูโปล ก่อนจะมาร่วมการต่อสู้ที่แคว้นคูสค์ โดยเขาได้รับการยกย่องจากเหล่าทหารว่า เป็นผู้บัญชาการที่มีประสิทธิภาพที่สุด และเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่กล้ารายงานสถานการณ์จริงให้เบื้องบนทราบ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : reuters