สื่อต่างประเทศ จับตา "1 กรกฎาคม" กลายเป็นวันชี้ชะตา "ชินวัตร" ตระกูลการเมืองทรงอิทธิพลของไทย เมื่อศาลรัฐธรรมนูญอาจยุติการปฏิบัติหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร และอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ต้องขึ้นศาลคดี ม.112 จากบทสัมภาษณ์เมื่อปี 2558 ทำให้ประเทศไทยกำลังเผชิญภาวะความไม่แน่นอนทางการเมืองอีกครั้ง

วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 เว็บไซต์ข่าว Channel News Asia รายงานว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญภาวะความไม่แน่นอนทางการเมืองครั้งใหม่ เมื่อนายกรัฐมนตรีหญิงแพทองธาร ชินวัตร วัย 38 ปี ผู้นำจากตระกูลการเมืองทรงอิทธิพล ต้องเผชิญคดีว่าด้วยจริยธรรมร้ายแรงต่อหน้าศาลรัฐธรรมนูญในวันอังคารที่ 1 กรกฎาคม ขณะที่ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและบิดาของแพทองธาร ต้องขึ้นศาลอาญาในวันเดียวกัน ในคดีหมิ่นสถาบันฯ ซึ่งอาจนำไปสู่โทษจำคุกสูงสุดถึง 15 ปี

รายงานข่าวชี้ว่า กรณีของนายกฯ แพทองธาร สืบเนื่องจากเหตุการณ์ขัดแย้งทางการทูตระหว่างไทย-กัมพูชา เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งเกิดการปะทะบริเวณชายแดนจนทำให้ทหารกัมพูชาเสียชีวิต 1 นาย ในช่วงนั้นมีคลิปเสียงถูกเผบแพร่ออกมาว่า แพทองธารโทรศัพท์ถึง สมเด็จฮุน เซน อดีตผู้นำกัมพูชา โดยใช้คำเรียกอย่างเป็นกันเองว่า "ลุง" และยงกล่าวถึงแม่ทัพภาค 2 ว่าเป็นฝ่ายตรงข้าม ซึ่งสร้างความไม่พอใจในหมู่ประชาชนคนไทย และนำไปสู่คำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญในข้อหาว่าผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง ไม่ยึดมั่นในจริยธรรมและความสุจริตใจ ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ

หากศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้อง แพทองธารอาจถูกสั่งพักการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งจะทำให้รัฐบาลพรรคเพื่อไทยต้องเผชิญวิกฤตความชอบธรรม ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่ารัฐบาลของเธอกำลังอ่อนแรงลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่จากผลสำรวจของสถาบันพัฒนบริหารศาสตร์ พบว่า คะแนนนิยมของแพทองธารลดลงเหลือเพียง 9% จาก 30% ในการสำรวจเมื่อ 3 เดือนก่อน 

...

ส่วนในวันเดียวกัน ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีวัย 75 ปี ต้องขึ้นศาลอาญากรุงเทพฯ ในคดีฝ่าฝืนมาตรา 112  จากการให้สัมภาษณ์สื่อเกาหลีใต้เมื่อปี 2558 ซึ่งผู้สังเกตการณ์การเมืองชี้ว่า ทั้งสองคดีนี้สะท้อนถึงการต่อสู้ยืดเยื้อระหว่างกลุ่มอนุรักษนิยมกับตระกูลชินวัตร ที่ยังคงเป็นจุดศูนย์กลางของความขัดแย้งการเมืองไทยตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา

โดยรายงานข่าวระบุว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นอาจนำประเทศเข้าสู่วิกฤตทางการเมืองรอบใหม่ ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ ทั้งภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและความกังวลเรื่องภาษีจากสหรัฐฯ.

ที่มา: CNA