ศาลฎีกาสหรัฐฯ มีมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 จำกัดขอบเขต "คำสั่งระงับ" จากศาลชั้นต้น ไม่ให้มีผลทั่วประเทศ ถือเป็นชัยชนะครั้งใหญ่ของรัฐบาลทรัมป์ ซึ่งถูกขวางนโยบายซ้ำแล้วซ้ำเล่าผ่านคำสั่งลักษณะนี้ โดยเฉพาะกรณีคำสั่งฝ่ายบริหารที่พุ่งเป้าจำกัดสิทธิการได้สัญชาติอเมริกันโดยกำเนิด
วันที่ 27 มิถุนายน 2568 ศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำตัดสินว่า ศาลชั้นต้นของรัฐบาลกลางได้ใช้อำนาจเกินขอบเขตในการออก "คำสั่งระงับ" (Injunctions) แบบครอบคลุมทั่วประเทศ หรือครอบจักรวาล เพื่อหยุดยั้งคำสั่งของฝ่ายบริหาร ซึ่งส่วนใหญ่กระทบต่อนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
คำตัดสินเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 ซึ่งแบ่งขั้วอย่างชัดเจนตามแนวการเมือง โดยผู้พิพากษาสายอนุรักษนิยมทั้งหมดลงมติเห็นชอบ ขณะที่ผู้พิพากษาสายเสรีนิยม 3 คนคัดค้าน โดยระบุว่า คำสั่งระงับทั่วประเทศมักมีขึ้นเกินขอบเขตอำนาจตามกฎหมายที่สภาคองเกรสมอบให้ศาลรัฐบาลกลาง ศาลจึงมีคำสั่งพักคำสั่งระงับจากศาลชั้นต้นในรัฐวอชิงตัน แมริแลนด์ และแมสซาชูเซตส์ ที่พยายามยับยั้งคำสั่งฝ่ายบริหารของทรัมป์ ซึ่งพุ่งเป้าไปที่การตีความใหม่เรื่อง สิทธิในการได้สัญชาติอเมริกันโดยกำเนิด
โดยคำตัดสินของศาลฎีกามีขึ้นหลังจาก ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ออกคำสั่งฝ่ายบริหารที่ลงนามเมื่อวันที่ 20 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันแรกของการดำรงตำแหน่งสมัยที่สอง โดยคำสั่งนี้มีเป้าหมายให้ตีความรัฐธรรมนูญ มาตรา 14 ใหม่ เพื่อไม่ให้บุตรของผู้อพยพผิดกฎหมายได้รับสัญชาติอัตโนมัติจากการเกิดในสหรัฐฯ ซึ่งต่อมาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย และนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิผู้อพยพ เห็นว่าคำสั่งนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญและอาจทำให้เด็กจำนวนมากกลายเป็นบุคคลไร้รัฐ
ทางด้าน นางซอนยา โซโตมายอร์ ผู้พิพากษาที่ลงมติเสียงข้างน้อยกล่าวว่า ศาลกำลังเบี่ยงเบนจากประเด็นสำคัญ คือสิทธิการเป็นพลเมืองตามรัฐธรรมนูญ มาตรา14 ที่ยืนยันว่าบุคคลทุกคนที่เกิดในสหรัฐฯ และอยู่ภายใต้เขตอำนาจของประเทศ ถือเป็นพลเมืองสหรัฐฯ ซึ่งคำวินิจฉัยของศาลฎีกาในวันนี้ไม่ได้ตอบว่า คำสั่งของรัฐบาลขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่เลือกจะลดอำนาจของศาลรัฐบาลกลางแทน และการตัดอำนาจนี้ออกจากมือของศาลรัฐบาลกลางทั้งหมด เท่ากับทำให้ไม่สามารถป้องกันการบังคับใช้นโยบายที่ขัดรัฐธรรมนูญได้เลย.
...