ศาลสูงสุดสหรัฐฯ อนุญาตให้คำสั่งของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะแบนคนข้ามเพศจากกองทัพ สามารถมีผลบังคับใช้ได้ หลังถูกศาลชั้นก่อนสั่งระงับ

เมื่อวันอังคารที่ 6 พ.ค. 2568 ผู้พิพากษาศาลสูงสุดของสหรัฐฯ อนุญาตให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สามารถบังคับใช้คำสั่งของเขา ที่จะห้ามคนข้ามเพศเข้าทำงานในกองทัพได้แล้ว หลังเจ้าหน้าที่กองทัพหลายคนยื่นฟ้องร้องต่อศาล และผู้พิพากษาในรัฐวอชิงตันก็ออกคำสั่งระงับการบังคับใช้คำสั่งแบนของนายทรัมป์ทั่วประเทศ

ทั้งนี้ หลังจากนายทรัมป์รับตำแหน่งประธานาธิบดีได้ไม่นาน เขาก็ออกคำสั่งฝ่ายบริหาร 2 ฉบับ โดยฉบับหนึ่งเป็นการเปิดทางให้กระทรวงกลาโหมสามารถห้ามคนข้ามเพศเข้าร่วมกองทัพ

ส่วนอีกฉบับประกาศให้การระบุตัวตนว่าเป็นคนข้ามเพศ ขัดแย้งกับคำมั่นสัญญาของทหารในการใช้ชีวิตอย่างมีเกียรติ, ซื่อสัตย์ และมีวินัย เป็นการขัดขวางการเตรียมความพร้อมทางทหารด้วย

ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ กระทรวงกลาโหมประกาศว่า พวกเขาจะบีบทหารข้ามเพศที่อยู่ในกองทัพตอนนี้ให้ออกจากตำแหน่ง ส่งผลให้เจ้าหน้าที่กองทัพ 7 คน รวมถึงผู้บัญชาการ เอมิลี ชิลลิง นักบินเครื่องบินขับไล่ของกองทัพเรือสหรัฐฯ ยื่นฟ้องร้องต่อศาลเพื่อขัดขวางคำสั่งแบนของนายทรัมป์ โดยมีคนข้ามเพศอีกคนซึ่งต้องการเข้ากองทัพ ร่วมในการฟ้องร้องด้วย

ผู้ยื่นฟ้องร้องระบุว่า นโยบายนี้ของโดนัลด์ ทรัมป์ ต่างหากที่บ่อนทำลายความพร้อมทางทหาร, ทำให้ความปลอดภัยของประชาชนตกอยู่ในอันตราย และละเมิดรัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐอเมริกา

อีกด้านหนึ่ง ในวันที่ 27 มี.ค. ผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางในรัฐวอชิงตันออกคำสั่งโดยมีผลทั่วประเทศ ให้ระงับการบังคับใช้คำสั่งแบนของรัฐบาลทรัมป์เอาไว้ก่อน โดยระบุว่า รัฐบาลล้มเหลวในการแสดงให้เห็นว่า คำสั่งนี้เสริมสร้างการทำงานร่วมกัน, ความเป็นระเบียบ หรือความมีวินัยอย่างไร

...

ขณะที่ศาลอุทธรณ์เขต 9 ก็ตัดสินใจไม่ขัดขวางคำสั่งของศาลชั้นต้น ทำให้คำสั่งห้ามยังคงอยู่ต่อไป ส่งผลให้รัฐบาลทรัมป์ยื่นคำร้องฉุกเฉินถึงศาลสูงสุด

และด้วยคำสั่งของศาลสูงสุด การระงับการบังคับใช้คำสั่งแบนของนายทรัมป์จะถูกยกเลิก ในขณะที่การฟ้องร้องของเจ้าหน้าที่กองทัพทั้ง 7 คน กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาคดีในศาลชั้นอุทธรณ์

สำนักงานกฎหมาย “แลมป์ดา ลีเกิล” (Lambda Legal) กับมูลนิธิการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน (Human Rights Campaign Foundation) ซึ่งเป็นตัวแทนฝ่ายโจทก์ ระบุในแถลงการณ์ร่วมกันว่า “คำตัดสินของศาลสูงสุดในวันนี้เป็นการสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อสมาชิกกองทัพคนข้ามเพศ ผู้แสดงให้เห็นแล้วถึงความสามารถและความมุ่งมั่นในการปกป้องประเทศของเรา”

“นโยบายนี้ไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับความพร้อมทางทหาร และทุกอย่างเกี่ยวข้องกับอคติ” แถลงการณ์ระบุ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbcnbcnews