คณะรัฐมนตรีความมั่นคงอิสราเอลอนุมัติแผนการยึดฉนวนกาซา อ้างเพื่อกำจัดกลุ่มฮามาส ขณะที่ชาวปาเลสไตน์จะถูกอพยพลงใต้มากขึ้นอีก

เมื่อวันจันทร์ที่ 5 พ.ค. 2568 คณะรัฐมนตรีความมั่นคงของอิสราเอลลงมติด้วยเสียงเอกฉันท์ อนุมัติแผนการขยายปฏิบัติการโจมตีทางทหารต่อกลุ่มฮามาส ซึ่งรวมถึงการยึดฉนวนกาซา และถือครองดินแดนเอาไว้ ขณะที่ชาวปาเลสไตน์กว่า 2.1 ล้านคนในพื้นที่เล็กๆ แห่งนี้ จะถูกอพยพลงใต้ ซึ่งอาจทำให้วิกฤติด้านมนุษยธรรมเลวร้ายลงอีก

สื่อท้องถิ่นคาดว่า แผนการนี้จะใช้เวลาดำเนินการนานหลายเดือน โดยขั้นแรกจะรวมถึงการยึดพื้นที่ของฉนวนกาซาเพิ่ม และขยายพื้นที่ที่อิสราเอลกำหนดให้เป็นเขตกันชน (buffer zone) ตามแนวชายแดนออกไปอีก เพื่อเพิ่มข้อได้เปรียบของอิสราเอลในการเจรจาข้อตกลงหยุดยิงและปล่อยตัวประกันใหม่กับกลุ่มฮามาส

นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ระบุว่าแผนดังกล่าวเป็นแผนการที่ดี เพราะจะทำให้สามารถบรรลุเป้าหมายในการกำจัดกลุ่มฮามาส และนำตัวประกันที่เหลือกลับคืนมา

นอกจากนั้น เสียงส่วนใหญ่ของคณะรัฐมนตรีความมั่นคงยังอนุมัติหลักการของแผนการขนส่งและแจกจ่ายความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมผ่านบริษัทเอกชน เพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มฮามาสเข้าควบคุมการส่งเสบียง และทำลายขีดความสามารถในการบริหารของกลุ่มฮามาส

อย่างไรก็ตาม คณะทำงานด้านมนุษยธรรมประจำประเทศ (HCT) ซึ่งรวมองค์กรต่างๆ ของสหประชาชาติเอาไว้ ระบุว่า พวกเขาจะไม่ให้ความร่วมมือ เนื่องจากมองว่าแผนการดังกล่าวเป็นความพยายามของอิสราเอลที่จะยุติระบบการกระจายความช่วยเหลือที่มีอยู่แล้ว และให้พวกเขาส่งเสบียงผ่านอิสราเอลภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดโดยกองทัพ

...

“แผนการนี้ขัดแย้งกับหลักการพื้นฐานด้านมนุษยธรรม และดูเหมือนจะถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มการควบคุมสิ่งของประทังชีวิตตามแทคติกสร้างแรงกดดัน อันเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ทางทหาร” HCT ระบุ

“เป็นเรื่องอันตรายที่จะผลักดันพลเรือนเข้าสู่เขตทางทหารเพื่อรับเสบียงอาหาร คุกคามชีวิตมากมาย รวมถึงของเจ้าหน้าที่มนุษยธรรม ในขณะที่ทำให้การบังคับพลัดถิ่นรุนแรงขึ้นไปอีก”

ทั้งนี้ อิสราเอลปิดกั้นการส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้าสู่ฉนวนกาซามานานกว่า 2 เดือนแล้ว หลังจากพวกเขากลับมาเริ่มปฏิบัติการทางทหารในฉนวนกาซาอีกครั้งเมื่อ 18 มี.ค. ราว 2 สัปดาห์หลังจากข้อตกลงหยุดยิงระหว่างพวกเขากับกลุ่มฮามาสหมดอายุ โดยจนถึงตอนนี้ยังไม่มีวี่แววว่าจะมีข้อตกลงใหม่เกิดขึ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc