วันนี้ (1 พ.ค.) ตรงกับวันแรงงาน หรือ May Day ที่พี่น้องแรงงานทั่วโลกจะได้หยุดงาน และออกไปเฉลิมฉลองให้สมกับที่ได้ทำงานมาอย่างหนักตลอดช่วงปีที่ผ่านมา
สำหรับแรงงานทั่วโลก สถานการณ์เศรษฐกิจโลกปีนี้ น่าจะดีขึ้นจากปีที่ผ่านมา และน่าจะทำให้สถานภาพของแรงงานดีขึ้นเช่นกัน ทั้งมีงานทำ เงินเดือนขึ้น มีโบนัส/รายได้พิเศษ ถ้า “โดนัลด์ ทรัมป์” ไม่ได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประเทศทรงอิทธิพลที่สุดในโลก และใช้อำนาจตนเองตามใจชอบ
ส่วนแรงงานไทย ก็ไม่ต่างจากแรงงานทั่วโลก เพราะมาตรการภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal Tariff) ที่ทรัมป์ได้ประกาศเรียกเก็บภาษีคู่ค้าที่ได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐฯในอัตราสูง แม้เลื่อนบังคับใช้ออกไปอีก 90 วัน และเปิดโอกาสให้แต่ละประเทศเจรจา เพื่อปรับลดอัตราภาษีนั้น
แต่หากเจรจาไม่สำเร็จ การส่งออกโลก รวมถึงเศรษฐกิจสหรัฐฯ เศรษฐกิจโลก และประเทศต่างๆถดถอยแน่นอน เมื่อภาคผลิต ภาคส่งออก ซวนเซ ผู้ประกอบการ มีรายได้ลดลง อาจลดเวลาทำงาน ลดพนักงาน และเลิกจ้าง เพื่อประคองธุรกิจไม่ให้ล้ม ส่งผลให้แรงงาน ทั้งในไทย และทั่วโลกมีรายได้ลดลง และตกงานอีกจำนวนมาก
เมื่อแรงงานที่เป็นผู้บริโภค ไม่มีรายได้ ไม่มีกำลังซื้อสินค้า ไม่มีกำลังผ่อนหนี้ จะเกิดหนี้ครัวเรือนสูง ผู้ประกอบการขายสินค้าไม่ได้ ธนาคารที่ปล่อยเงินกู้ จะไม่ได้รับการผ่อนชำระเกิดเป็นหนี้เน่า ไม่มีเงินเข้ามาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ และกระทบต่อเศรษฐกิจภาพรวมได้
ภาพเช่นนี้จะเกิดขึ้นทั่วโลก หากสหรัฐฯเดินหน้าเก็บภาษีตอบโต้อัตราสูง โดยเฉพาะจากจีน ผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลก ที่ถูกเก็บกว่า 200% เมื่อจีนส่งออกไปสหรัฐฯไม่ได้ ก็จะหาที่ปล่อยของ โดยจะส่งออกไปประเทศอื่นแทน อย่างไทยและอาเซียน ที่เป็นทั้งห่วงโซ่การผลิตสินค้า และผู้บริโภคสินค้าจีน
...
ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยและอาเซียน อาจกอดคอตายหมู่ เพราะได้รับผลกระทบจากการไหลทะลักของสินค้าจีนอย่างไม่จำกัด และแรงงาน อาจตกงานโดยไม่รู้ตัว ซ้ำเติมเศรษฐกิจได้อีก
สำหรับหนี้ของแรงงานไทยขณะนี้ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้สำรวจผู้มีรายได้ไม่เกิน 15,000 บาท/เดือน 1,250 ตัวอย่าง พบว่า เกือบทั้งหมดยังมีหนี้สิน โดยเฉลี่ยครัวเรือนละ 432,318 บาท เพิ่ม 25.5% จากปี 67 ที่มีหนี้ 344,522 บาท
ในภาวะที่เศรษฐกิจโลก และไทย มีความไม่แน่นอนจากนโยบายภาษีสหรัฐฯ จำเป็นที่ “ธนาคารแห่งประเทศไทย” ต้องลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายทันที เพื่อกระตุกกระตุ้นเศรษฐกิจ หากทำช้าไป อาจสายเกินเยียวยา ส่วนมาตรการการคลัง ควรใช้หลังจากนี้ แต่ต้องใช้แบบเฉพาะเจาะจง พุ่งเป้าหวังผล
โดยหากภาคส่งออก ได้รับผลกระทบจากภาษีทรัมป์ ต้องกระตุ้นภาคส่งออก ภาคผลิต ถ้าจ้างงานมีปัญหาต้องส่งเสริมลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ที่ทำให้เกิดการจ้างงาน ฯลฯ ที่สำคัญ ไม่ควรเดินหน้า “โอนเงินหมื่น” เพราะเศรษฐกิจไทยขณะนี้ไม่เหมาะที่จะกระตุ้นการใช้จ่าย!!
ฟันนี่เอส
คลิกอ่านคอลัมน์ “กระจก 8 หน้า” เพิ่มเติม