• ทรัมป์ก้าวผ่าน 100 วันแรกของการทำงานที่เป็นจุดชี้วัดเชิงสัญลักษณ์ถึงความสำเร็จของการทำงานในช่วงแรกของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี และยังมีเวลาเหลืออยู่ในตำแหน่งอีก 1,361 วัน โดยไปกล่าวปราศรัยต่อกลุ่มผู้สนับสนุนในรัฐมิชิแกน ว่านี่เป็นช่วง 100 วันแรกของการเป็นประธานาธิบดีที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติ 
  • ทรัมป์ออกคำสั่งฝ่ายบริหารกว่า 140 ฉบับในเวลาเพียง 100 วัน มากกว่าผู้นำสหรัฐฯ คนใดในยุคหลังสงครามโลก นโยบายเหล่านี้ส่วนใหญ่มีเป้าหมายเพื่อยกเลิกสิ่งที่รัฐบาลไบเดนทำไว้ เช่น การถอนสหรัฐฯ ออกจากข้อตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานเพื่อส่งเสริมการผลิตน้ำมันในประเทศ และแม้แต่คำสั่งยกเลิกการแบนหลอดพลาสติก ก็ถูกนำกลับมาใหม่
  • ขณะที่ CNN เผยโพลคะแนนความนิยมในตัวประธานาธิบดีทรัมป์ ลดลงมาเหลือเพียง 41% ซึ่งเป็นตัวเลขต่ำสุดในช่วงเวลา 100 วันของบรรดาประธานาธิบดียุคใหม่ของสหรัฐฯ ยิ่งเจาะดูความนิยมของทรัมป์ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจยิ่งลดลงต่ำเหลือเพียง 39% เท่านั้น

นับตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งสมัยที่ 2 เมื่อวันที่ 20 มกราคมที่ผ่านมา โดยให้คำมั่นว่าในช่วง 100 วันแรกจะทำผลงานให้ออกมาดีเยี่ยมที่สุดในประวัติศาสตร์ของชาติ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานี้ ทรัมป์ได้พิสูจน์ว่าคำพูดของเขาไม่ใช่เพียงวาทกรรม เพราะการกระทำของเขาได้ก่อแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งประเทศ และส่งแรงกระเพื่อมถึงเศรษฐกิจโลก

...

คะแนนนิยมต่ำสุดในประวัติศาสตร์ แต่ฐานเสียงยังแน่น

ข้อมูลจาก Gallup ชี้ว่า ทรัมป์มีคะแนนนิยมต่ำกว่า 50% ในช่วง 100 วันแรกของการดำรงตำแหน่งทั้งสองสมัย เป็นประธานาธิบดีหลังสงครามโลกคนแรกที่ได้รับคะแนนความนิยมในระดับต่ำแบบนี้ ขณะที่อดีตผู้นำคนอื่นอย่างจอห์น เอฟ. เคนเนดี มีคะแนนนิยมสูงถึง 83% และโรนัลด์ เรแกน อยู่ที่ 67%

อย่างไรก็ดี ฐานเสียงของทรัมป์ยังคงเหนียวแน่น โดยเฉพาะในกลุ่มอนุรักษ์นิยมสายแข็งที่สนับสนุนนโยบาย "อเมริกาต้องมาก่อน"

ขณะที่ผลโพลของ CNN ซึ่งจัดทำโดยองค์กรวิจัย SSRS ระบุว่า อัตราการยอมรับในผลงานของนายทรัมป์ในตอนนี้อยู่ที่ 41% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดสำหรับประธานาธิบดีที่เพิ่งชนะเลือกตั้งและดำรงตำแหน่งได้เพียง 100 วัน นับตั้งแต่ยุคของประธานาธิบดี ดไวต์ ไอเซนฮาวร์ เมื่อกว่า 70 ปีก่อน

อัตราการยอมรับนายทรัมป์ในการปฏิบัติหน้าที่ประธานาธิบดีลดลง 4% นับตั้งแต่เดือนมีนาคมจนถึงตอนนี้ และ 7% หากนับตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ โดยมีชาวอเมริกันที่รับการสำรวจความคิดเห็นเพียง 22% ที่ยอมรับการทำหน้าที่ของนายทรัมป์อย่างเต็มที่ ซึ่งต่ำที่สุดเป็นสถิติใหม่ ขณะที่ 45% ไม่ยอมรับอย่างรุนแรง
นับตั้งแต่เดือนมีนาคม นายทรัมป์ได้รับการยอมรับจากผู้หญิงและชาวอเมริกันเชื้อสายฮิสแปนิกลดลง 7% เหลือ 36% และ 28% ตามลำดับ

ลุยใช้อำนาจฝ่ายบริหาร ไม่ง้อสภา
100 วันแรกของทรัมป์เต็มไปด้วยการใช้อำนาจฝ่ายบริหารอย่างเข้มข้น เขาออกคำสั่งฝ่ายบริหาร (Executive Orders) มากกว่า 140 ฉบับ สูงสุดในรอบเกือบ 100 ปี นโยบายเหล่านี้ส่วนใหญ่มีเป้าหมายเพื่อยกเลิกสิ่งที่รัฐบาลไบเดนทำไว้ เช่น การถอนสหรัฐฯ ออกจากข้อตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานเพื่อส่งเสริมการผลิตน้ำมันในประเทศ และแม้แต่คำสั่งยกเลิกการแบนหลอดพลาสติก ก็ถูกนำกลับมาใหม่

ในทางกลับกัน ทรัมป์กลับไม่เน้นการออกกฎหมายใหม่ โดยสามารถผลักดันกฎหมายผ่านสภาคองเกรสได้เพียง 5 ฉบับ ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง สะท้อนชัดถึงแนวทางการบริหารประเทศแบบใช้พลังฝ่ายบริหารเต็มที่

อย่างไรก็ตาม คำสั่งฝ่ายบริหารของทรัมป์ไม่น้อยถูกท้าทายผ่านระบบศาล กลุ่มสิทธิมนุษยชนและองค์กรอิสระต่างยื่นฟ้องรวมกันกว่า 200 คดี หลายกรณีศาลสั่งระงับคำสั่ง เช่น นโยบายห้ามเข้าเมืองฉบับใหม่ และการระงับสิทธิพลเมืองบางประการในกลุ่มผู้อพยพ

...

ตลาดหุ้นร่วง-ผู้บริโภคขาดความมั่นใจ
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ สะท้อนความกังวลของนักลงทุนอย่างชัดเจน โดยดัชนี S&P 500 ดิ่งลงต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังการประกาศขึ้นภาษีนำเข้าแบบกวาดวงกว้างเมื่อ 2 เม.ย. ที่ผ่านมาทำให้ตลาดสูญมูลค่ากว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ในเวลาไม่กี่วัน แม้ภายหลังทรัมป์จะผ่อนปรนบางมาตรการ แต่ความไม่แน่นอนยังคงส่งผลลบ

ขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยมิชิแกน เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ร่วงลงติดต่อกัน 4 เดือน และแตะระดับต่ำสุดเป็นอันดับ 2 เท่าที่เคยมีมา โดยผู้บริโภคแสดงความกังวลถึงราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น รายได้ที่ไม่แน่นอน และความเสี่ยงของภาวะเศรษฐกิจถดถอย ซึ่งแม้แต่ทรัมป์เองก็ไม่ปฏิเสธว่าเศรษฐกิจอาจเข้าสู่ช่วงชะลอตัว

นโยบายภาษีแรง กระทบทั่วโลก
ทรัมป์กลับมาใช้ยุทธศาสตร์ภาษีเป็นอาวุธทางเศรษฐกิจอีกครั้ง โดยประกาศภาษีนำเข้าหลายกลุ่มสินค้า ตั้งแต่เหล็ก เครื่องใช้ไฟฟ้า ไปจนถึงผลิตภัณฑ์จากจีน ส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกปั่นป่วน แม้ทรัมป์จะประกาศพักใช้ภาษีบางรายการ แต่ความไม่แน่นอนทำให้ภาคธุรกิจต้องสต็อกสินค้าไว้ล่วงหน้า และราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในสหรัฐฯ เริ่มปรับตัวสูงขึ้น

...

กวาดล้างคนเข้าเมืองอย่างหนัก
อีกหนึ่งนโยบายที่ทรัมป์ให้คำมั่นสัญญาไว้ระหว่างหาเสียงเลือกตั้ง เขาก็ทำจริงตามที่พูดไว้ นั่นคือการรื้อฟื้นนโยบายกวาดล้างผู้อพยพผิดกฎหมายและเดินหน้าใช้มาตรการยกเลิก "สิทธิถือสัญชาติจากการเกิด (Birthright Citizenship)" สำหรับเด็กที่เกิดในสหรัฐฯ แต่พ่อแม่ไม่มีสถานะถูกต้อง

แม้หลายมาตรการจะถูกศาลระงับ แต่ตัวเลขการจับกุมผู้อพยพตามแนวชายแดนเม็กซิโกลดลงเหลือเพียง 7,000 คนในเดือนมีนาคม 2025 เทียบกับ 137,000 คนในยุคไบเดน แสดงให้เห็นถึงผลของการปราบปรามอย่างหนัก นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าศูนย์กักกันผู้อพยพอาจไม่เพียงพอรองรับ หากแนวโน้มการจับกุมยังคงเพิ่มขึ้นต่อไป

1,361 วันที่เหลือ ทรัมป์ยังไม่ผ่อนเกมรุก
แม้จะเผชิญเสียงวิจารณ์จากทั้งในและนอกประเทศ แต่ทรัมป์ยังคงไม่ผ่อนแรง ทั้งในเรื่องเศรษฐกิจ การย้ายถิ่นฐาน และการปะทะกับองค์กรระหว่างประเทศ ผู้สังเกตการณ์การเมืองมองว่า 100 วันถัดไปจะยิ่งเป็นบททดสอบที่ชัดเจนว่าอเมริกาใต้การนำทรัมป์จะมุ่งหน้าไปในทิศทางใด และจะรักษาฐานเสียงไปสู่การเลือกตั้งกลางเทอมได้หรือไม่

...

ผลของนโยบายที่รุนแรงในช่วงต้นเทอม อาจเป็นตัวตัดสินว่าทรัมป์จะถูกจดจำในฐานะผู้นำผู้กล้าเปลี่ยนแปลง หรือเป็นประธานาธิบดีที่แบ่งแยกประเทศอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในยุคใหม่