ผู้พิพากษาของรัฐบาลกลางได้สั่งระงับชั่วคราวคำสั่งฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่กำหนดเป้าหมายสิทธิตามรัฐธรรมนูญในการให้สิทธิพลเมืองแก่ผู้ใดก็ตามที่เกิดในประเทศโดยอัตโนมัติ

วันที่ 24 มกราคม 2568 นายจอห์น คูห์เนอร์ ผู้พิพากษาศาลแขวง เมืองซีแอตเทิล รัฐวอชิงตัน ของสหรัฐฯ ได้ออกคำสั่งระงับชั่วคราวสำหรับคำสั่งฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จำกัดสิทธิการเป็นพลเมืองโดยกำเนิด ซึ่งเป็นสิทธิที่ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญในการให้สิทธิการเป็นพลเมืองโดยอัตโนมัติแก่ผู้ใดก็ตามที่เกิดในสหรัฐอเมริกา โดยห้ามรัฐบาลใช้มาตรการนี้ที่ถือเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญอย่างโจ่งแจ้ง

คำสั่งระงับชั่วคราวของผู้พิพากษามีขึ้นหลังจากยื่นคำร้องโดย 4 รัฐได้แก่ แอริโซนา อิลลินอยส์ โอเรกอน และวอชิงตัน นับเป็นคดีแรกที่เกี่ยวข้องกับคำสั่งของทรัมป์ที่เข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณาคดี

ตามข้อมูลในคดีความ 4 รัฐที่ยื่นฟ้องในซีแอตเทิลระบุว่า คำสั่งฝ่ายบริหารของทรัมป์ ซึ่งลงนามในวันแรกที่เข้ารับตำแหน่งนั้นมีกำหนดจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ คำสั่งนี้อาจส่งผลกระทบต่อผู้คนที่เกิดในประเทศหลายแสนคน โดยในปี 2565 มีเด็กที่เกิดในสหรัฐฯจากแม่ที่อาศัยอยู่ในประเทศอย่างผิดกฎหมายประมาณ 255,000 ราย และมีเด็กที่เกิดจากทั้งพ่อและแม่ที่อาศัยอยู่ในประเทศอย่างผิดกฎหมายประมาณ 153,000 ราย 

โดยคำสั่งของทรัมป์สร้างความตื่นตระหนกให้แก่บรรดากลุ่มสิทธิมนุษยชน ที่ต่างมองว่าเป็นคำสั่งที่โจมตีแนวคิดเรื่องสัญชาติอเมริกันอย่างรุนแรง เป็นการคุกคามที่ส่งผลไม่เพียงแต่ต่อเด็กที่เกิดในสหรัฐฯ ที่มีพ่อแม่ไม่มีเอกสารรับรองเท่านั้น แต่ยังรวมถึงลูกๆ ของผู้อพยพที่อยู่ในประเทศอย่างถูกต้องตามกฎหมายด้วย ซึ่งจนถึงตอนนี้มีการฟ้องร้องดำเนินคดีถึง 5 คดีต่อการจำกัดสิทธิพลเมืองโดยกำเนิดของทรัมป์ ครอบคลุมเจ้าหน้าที่จาก 22 รัฐและกลุ่มสิทธิมนุษยชนหลายกลุ่ม รวมถึงสหภาพเสรีภาพพลเมืองอเมริกัน

...

ทั้งนี้ สหรัฐฯเป็นหนึ่งใน 30 ประเทศทั่วโลกที่มีสัญชาติโดยกำเนิด การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งที่ 14 มีผลบังคับใช้หลังสงครามกลางเมืองเพื่อขยายสิทธิการเป็นพลเมืองให้กับคนผิวสีที่เคยเป็นทาสมาก่อน.