ทรัมป์ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารเพิ่มเติม สั่งหน่วยงานรัฐใช้ทุกมาตรการที่จำเป็นเพื่อเนรเทศผู้อพยพผิดกฎหมายที่ข้ามพรมแดนทางใต้ทันที

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารอีกฉบับ ในวันพุธที่ 22 ม.ค. 2568 สั่งการให้กระทรวงความมั่นคงมาตุภูมิ, กระทรวงยุติธรรม และกระทรวงต่างประเทศ ใช้ทุกมาตรการที่จำเป็น เพื่อ ขับไล่, ส่งกลับ และ โยกย้าย คนต่างด้าวผิดกฎหมายทุกคนที่ข้ามพรมแดนทางใต้เข้าสู่สหรัฐฯ

น.ส.แคโรไลน์ ลีวิตต์ เลขาธิการฝ่ายสื่อของทำเนียบขาวระบุว่า เธอเพิ่งให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว ฟ็อกซ์ นิวส์ และว่าคำสั่งเกี่ยวกับชายแดนล่าสุดของนายทรัมป์ คือหลักฐานว่า เขากำลังใช้อำนาจบริหารเพื่อทำให้ชายแดนของประเทศเราปลอดภัย

เธอบอกด้วยว่า นายทรัมป์กำลังทำตามสัญญาเรื่องผู้อพยพที่เขาให้ไว้ในตอนหาเสียง “หากคุณเผลอคิดแม้แต่วินาทีเดียว เรื่องการเข้าประเทศของเราอย่างผิดกฎหมาย และฝ่าฝืนกฎหมายของสหรัฐอเมริกา คุณจะต้องเผชิญผลที่ตามมาจากการทำเช่นนั้น”

นายเบิร์นด์ เดบุสมันน์ จูเนียร์ นักข่าวของ บีบีซี ระบุว่า หากพูดอย่างกว้างๆ คำสั่งล่าสุดของนายทรัมป์ก็สามารถมองได้ว่าเป็นประกาศภารกิจอย่างเป็นทางการ ซึ่งความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างที่อยู่ในนั้น ถูกประกาศไปก่อนแล้วในวันนี้

นั่นรวมถึงการขยายขอบเขตการเนรเทศผู้อพยพผิดกฎหมายอย่างรวดเร็ว ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ และการส่งทหารจำนวน 1,500 นายไปยังชายแดนทางใต้ของสหรัฐฯ ซึ่งติดต่อกับเม็กซิโก

นอกจากนั้น สำนักข่าว ซีบีเอส นิวส์ ยังรายงานก่อนหน้านี้ว่า กระทรวงต่างประเทศของสหรัฐฯ ได้ระงับการเดินทางของผู้อพยพทั้งหมดที่จะเดินทางมายังสหรัฐฯ จนกว่าจะมีคำสั่งเป็นอื่น

คำสั่งดังกล่าวทำให้ผู้ลี้ภัยหลายพันคน ที่หลบหนีสงครามหรือการข่มเหงในประเทศ และต้องเข้าสู่กระบวนการซึ่งบางครั้งก็กินเวลาเป็นปี เพื่อเริ่มชีวิตใหม่ในสหรัฐฯ ตามโครงการ “ตั้งถิ่นฐานใหม่ของผู้ลี้ภัย” ของรัฐบาลไบเดน ต้องติดค้างอยู่ตามสถานที่ต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงชาวอัฟกันมากกว่า 1,600 คน ที่ช่วยอเมริกาทำสงคราม และญาติของทหารอเมริกัน

...

โครงการตั้งถิ่นฐานใหม่ของผู้ลี้ภัย ถูกโดนัลด์ ทรัมป์ ระงับไปแล้วเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ด้วยคำสั่งฝ่ายบริหาร แต่คำสั่งของเขายังเปิดทางให้ผู้ขอลี้ภัยที่ผ่านการคัดกรองเพื่อเข้าสู่สหรัฐฯ และจองตั๋วเครื่องบินเดินทางก่อนถึงเส้นตายวันที่ 27 ม.ค. ยังสามารถเดินทางเข้าสหรัฐฯ ได้ แต่คำสั่งล่าสุดของกระทรวงต่างประเทศ ปิดกั้นช่องทางดังกล่าวแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc