- สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสเสด็จเยือนเบลเยียมเพื่อร่วมเฉลิมฉลองครบรอบ 600 ปีของมหาวิทยาลัยคาธอลิกแห่งเมืองลูเวน ซึ่งเป็นวิทยาเขตที่พูดภาษาฝรั่งเศสของมหาวิทยาลัยคาทอลิกชื่อดังของเบลเยียม และในครั้งนี้ทรงถูกวิพากษ์วิจารณ์รุนแรงเกี่ยวกับตอบคำถามคนที่ไปเข้าเฝ้า โดยเผยถึงมุมมองของพระองค์เกี่ยวกับบทบาทสตรีในคริสตจักร
- มหาวิทยาลัยคาธอลิกลูเวนออกแถลงการณ์ตอบโต้พระสันตะปาปาฟรานซิส อย่างรุนแรง หลังจากที่ทรงตรัสถึงมุมมองของพระองค์ ว่า ผู้หญิงคือผู้เลี้ยงดู "อันอุดมสมบูรณ์" ของคริสตจักร ซึ่งถือเป็นการ "จำกัดและลดทอนคุณค่า" ของบทบาทสตรีในคริตจักรและในสังคม ท่ามกลางความผิดหวังเรื่องแนวการแก้ปัญหาละเมิดทางเพศในโบสถ์คริสต์ที่เบลเยียม
- การตอบโต้อย่างทันควันของมหาวิทยาลัยเบลเยียมนั้นไม่เคยมีมาก่อน เนื่องจากที่ผ่านมาสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสทรงได้รับการยกย่องในยุโรปมายาวนานในฐานะโป๊ปผู้เป็นความหวังแห่งความก้าวหน้าของคริสตจักร หลังจากการปกครองของพระสันตะปาปาสายอนุรักษ์นิยมในสมัยของโป๊ปจอห์น ปอลที่ 2 และพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16
มหาวิทยาลัยคาทอลิกลูเวน ซึ่งเป็นวิทยาเขตของมหาวิทยาลัยคาทอลิกที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานในเบลเยียม ออกแถลงการณ์ตอบโต้สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสอย่างดุเดือด หลังจากพระองค์เสด็จเยือนเบลเยียมเป็นเวลา 4 วันเพื่อฉลองครบรอบ 600 ปีการก่อตั้งมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ซึ่งเป็นการเดินทางเผยแผ่ศาสนาในต่างแดนครั้งที่ 46 ของพระองค์ ซึ่งการเยือนครั้งนี้ซึ่งมีการเฉลิมฉลองภายใต้สโลแกน "On the Road, with Hope" ถือเป็นการเยือนเบลเยียมครั้งแรกของพระสันตปาปานับตั้งแต่การเสด็จเยือนของสมเด็จพระสันตปาปาจอห์น ปอลที่ 2 ในปี 2528
ระหว่างการเยือนครั้งนี้ สมเด็จพระสันตปาปาฟรานซิสจะทรงหารือถึงประเด็นสำคัญ 3 ประการของพระองค์ ได้แก่ สันติภาพ การอพยพ และสภาพอากาศ อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าทุกคนจะให้ความสำคัญกับเรื่องที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง โดยเฉพาะเรื่องการแก้ปัญหาละเมิดทางเพศของนักบวชในเบลเยียม และช่วงหนึ่งที่พระสันตะปาปาได้ตอบคำถามคนที่มาเข้าเฝ้ารับเสด็จเกี่ยวกับบทบาทสตรี โดยย้ำความคิดเห็นของพระองค์ว่า สตรีเป็นผู้เลี้ยงดูคริสตจักรให้มีความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งเป็นคำกล่าวที่ทำให้ผู้ฟังหลายคนต่างพากันตั้งคำถามเกี่ยวกับมุมมองของพระองค์ที่มีต่อผู้หญิง และข่าวการล่วงละเมิดทางเพศในคริสตจักรเบลเยียม ซึ่งทำให้ความศรัทธาต่อคริสตจักรในเบลเยียมที่ครั้งหนึ่งเคยเคร่งครัดคาทอลิกค่อยๆหมดไป
แถลงการณ์ของมหาวิทยาลัย แสดงออกถึงความไม่เข้าใจและไม่เห็นด้วยกับจุดยืนของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสเกี่ยวกับบทบาทของสตรีในคริสตจักรและในสังคม โดยเรียกทัศนะของสมเด็จพระสันตะปาปาว่า "จำกัดและลดทอนคุณค่า"ของบทบาทสตรี
ขณะที่เบลเยียมเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ได้รับผลกระทบจากเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศในโบสถ์ ซึ่งถือเป็นเรื่องอื้อฉาวที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์เมื่อเร็วๆนี้ เช่นเดียวกับฝรั่งเศส อังกฤษ และไอร์แลนด์ โดยรัฐสภาเบลเยียมได้ทำการสอบสวนคำให้การของนักบวชที่มีพฤติกรรมการละเมิดทางเพศในปีที่แล้ว
โฆษกของวาติกัน นิโคลา บรูนี ระบุว่า สมเด็จพระสันตปาปาฟรานซิสทรงให้ความสำคัญกับประเด็นนี้ และความพยายามปฏิรูปของพระสันตะปาปายังมุ่งเป้าไปที่การบรรเทาปัญหาการล่วงละเมิดเด็กในคริสตจักร บรรดาบิชอปของเบลเยียมกล่าวว่าควรมีการลงโทษอย่างเด็ดขาด และนักบวชคนใดก็ตามที่พยายามปกปิดเรื่องราวการล่วงละเมิดควรถูกปลดออกจากตำแหน่ง
ก่อนหน้านี้ พระสันตะปาปาทรงให้สร้างแพลตฟอร์มดิจิทัล สำหรับให้ชาวคาทอลิกรายงานข้อสงสัยเกี่ยวกับการล่วงละเมิดหรือการปกปิดโดยบรรดาพระสังฆราช และทรงจัดตั้งคณะกรรมาธิการระดับสูงชุดแรกของพระสันตะปาปาเพื่อแก้ไขปัญหาการล่วงละเมิดของนักบวช แต่นักเคลื่อนไหวบางส่วนกล่าวว่ามาตรการเหล่านี้มีประโยชน์เพียงบนกระดาษ เท่านั้น และไม่ได้มีการดำเนินการอย่างมีประสิทธิผล
ระหว่างการเยือนครั้งนี้ พระสันตะปาปาฟรานซิสตรัสว่า คริสตจักรนิกายโรมันคาทอลิกรู้สึกละอายใจและอับอายต่อเหตุการณ์ล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กของนักบวชในเบลเยียม และระบุว่าจะพยายามแก้ไขสถานการณ์ด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตนแบบคริสเตียน และพยายามทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก
โดยระหว่างการพบปะกับผู้นำของประเทศและสมาชิกภาคประชาสังคมในกรุงบรัสเซลส์ พระสันตะปาปาตรัสว่า ความรู้สึกดังกล่าวมีต้นตอมาจากความอับอายที่วันนี้เราต้องเผชิญ และแก้ไขปัญหานี้
ก่อนหน้านี้ พระองค์ได้ทรงกล่าวว่าการละเมิดทางเพศและการปกปิดอย่างเป็นระบบที่เกิดขึ้นในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมาถือเป็น ภัยพิบัติ โดยเปรียบเทียบกับการสังหารผู้บริสุทธิ์ของกษัตริย์เฮโรดในอดีต พร้อมกันนี้ทรงยืนกรานว่าจะไม่มีข้อแก้ตัวใดๆ อีกต่อไปสำหรับกรณีการละเมิดทางเพศ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในโบสถ์หรือที่อื่นๆ
ทางด้านนายกรัฐมนตรีอเล็กซานเดอร์ เดอ โกร ของเบลเยียมของเบลเยียมกล่าวโจมตีพระสันตะปาปา พร้อมเรียกร้องขั้นตอนที่เป็นรูปธรรม เพื่อเปิดเผยอดีต และให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของเหยื่อที่ถูกล่วงละเมิดเหนือผลประโยชน์ของสถาบัน ซึ่งนับเป็นการกล่าวโจมตีต่อพระสันตะปาปาที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมาในระหว่างการเสด็จเยือนต่างประเทศ ซึ่งโดยปกติแล้วจะมีกฎเกณฑ์ที่ต้องแสดงความสุภาพและมีมารยาททางการทูต ไม่ให้แสดงความโกรธเคืองต่อพระองค์ในการกล่าวสุนทรพจน์ต่อสาธารณะ
อย่างไรก็ตาม แม้แต่กษัตริย์ฟิลิปเปก็ยังทรงมีถ้อยคำที่แข็งกร้าวต่อพระสันตะปาปาฟรานซิส โดยเรียกร้องให้คริสตจักรทำงานอย่างไม่หยุดหย่อนเพื่อชดใช้ความผิดและช่วยเหลือเหยื่อให้ได้รับการเยียวยา
โดยข่าวอื้อฉาวเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศยังคงรุนแรงในเบลเยียม การเปิดเผยข้อมูลต่างๆออกมาได้ทำลายความน่าเชื่อถือของคริสตจักรนิกายโรมันคาทอลิกโดยรวมให้เสื่อมถอยลง และอิทธิพลของคริสตจักรนิกายโรมันคาธอลิกที่เคยทรงอำนาจในอดีตก็ลดลงเช่นกัน
ระหว่างการเสด็จเยือนครั้งนี้ ยังมีกลุ่มนักศึกษาออกมาเรียกร้องให้พระสันตะปาปาเป็นผู้เปลี่ยนแปลงทัศนคติต่อผู้หญิง โดยตลอด 11 ปีที่ทรงดำรงตำแหน่งองค์ประมุขสูงสุดของคริสตจักรนิกายโรมันคาทอลิก ได้ทรงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง อาทิทรงทรงอนุญาตให้สตรีทำหน้าที่เป็นนักบวช แต่งตั้งสตรีหลายคนให้ดำรงตำแหน่งระดับสูงในวาติกัน และเคยตรัสว่าสตรีจะต้องมีบทบาทในการตัดสินใจมากขึ้นในกิจการต่างๆของคริสตจักร
อย่างไรก็ตามทรงตัดสิทธิ์การแต่งตั้งสตรีเป็นพระนักบวช และจนถึงตอนนี้ก็ปฏิเสธที่จะเดินหน้าพิจารณาข้อเรียกร้องที่ขอให้คริสตจักรอนุญาตให้สตรีทำหน้าที่เป็นมัคนายก อย่างไรก็ตามได้มีรับสั่งให้ตัดประเด็นของผู้หญิงออกจากโต๊ะการอภิปรายในการประชุมเถรวาติกัน ที่จะมีขึ้นในอีก 3 สัปดาห์ข้างหน้า ทรงระบุว่า เพราะมันยุ่งยากเกินกว่าจะจัดการในเวลาอันสั้น
ก่อนหน้านี้ พระสันตะปาปาฟรานซิส ยังอนุญาตให้นักบวชนิกายโรมันคาทอลิกให้พรแก่คู่รักเพศเดียวกันได้แล้ว ซึ่งนับเป็นการเปลี่ยนแปลงจุดยืนครั้งสำคัญที่คริสตจักรมีต่อชาว LGBTQ+ แต่อย่างไรก็ตามยังกำหนดให้ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขต่างๆ เช่น ต้องเป็นการให้พรภายใต้บริบทของการสมรส และไม่ได้ให้พรในเชิงพิธีกรรมหรือเชิงพิธีสวด
เจเนวีฟ ดามาส นักเขียนชาวเบลเยียมที่เข้าร่วมงานต้อนรับพระสันตะปาปาที่มหาวิทยาลัยกล่าวว่า ผู้หญิงถูกมองไม่เห็น ถูกมองไม่เห็นในประสบการณ์ของพวกเธอ ถูกมองไม่เห็นในผลงานทางปัญญาของพวกเธอ โดยที่ผ่านมาไม่มีการกล่าวถึงนักศาสนศาสตร์หญิงเลย
ขณะที่หลายฝ่ายมองว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่คำพูดของพระสันตะปาปาเกี่ยวกับบทบาทของสตรี ตลอดจนการยอมรับความหลากหลายทางเพศ และการล่วงละเมิดทางเพศในคริสตจักร จะก่อให้เกิดความปั่นป่วน จุดยืนของพระองค์ที่ยอมรับกลุ่ม LGBTQ+ ยังได้รับการตอบรับไม่ดีจากกลุ่มคนนอกคริสตจักรนิกายโรมันคาทอลิกบางกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับความพยายามปฏิรูปของพระสันตะปาปาฟรานซิส.