มาเลเซียสกัดจับเรือบรรทุกน้ำมันที่ชนกับเรืออีกลำหนึ่งจนเกิดไฟลุกไหม้ ก่อนที่จะหลบหนีออกจากจุดเกิดเหตุ และปิดระบบติดตามเรือ
ทางการมาเลเซีย ระบุว่า ได้สกัดจับเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุชนกับเรืออีกลำหนึ่ง ก่อนที่จะหลบหนีออกจากที่เกิดเหตุ และปิดระบบติดตามเรือ
หน่วยยามฝั่งมาเลเซีย กล่าวว่า ได้สกัดและควบคุมเรือ "เซเรส วัน" (Ceres I) เรือสัญชาติเซาตูเมและปรินซิปี และเรือลากจูงสองลำที่กำลังลากเรือออกจากชายฝั่งตะวันออกของมาเลเซีย หลังจากเรือลำดังกล่าวได้ชนกับเรือฮาฟเนีย ไนล์ เรือสัญชาติสิงคโปร์ เมื่อวันศุกร์ (19 ก.ค.) ส่งผลให้เรือทั้งสองลำเกิดเพลิงไหม้
เจ้าหน้าที่ในสิงคโปร์ กล่าวว่า ลูกเรือทั้งหมดจากเรือทั้งสองลำได้รับการช่วยเหลือแล้ว หน่วยยามชายฝั่งของมาเลเซีย กล่าวว่า เรือเซเรส วัน ได้แล่นออกจากจุดเกิดเหตุทันทีหลังจากการชนกัน ที่ทำให้เกิดไฟไหม้ และลูกเรือได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 2 คน ด้านการท่าเรือแห่งสิงคโปร์ ระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นห่างจากเกาะเพดรา บรังกา ไปทางตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 55 กม.
ซิน อัซมาน โมฮัมหมัด ยูนุส หัวหน้าทีมค้นหาและกู้ภัยของหน่วยยามฝั่งมาเลเซีย ไม่ได้ระบุว่าเหตุใดเรือบรรทุกน้ำมันที่ติดธงเซาตูเมและปรินซิปี จึงพยายามหลบหนี แต่กล่าวเสริมว่าจะมีการสอบสวนเพิ่มเติม
เจ้าหน้าที่ในสิงคโปร์ เปิดเผยว่า หลังจากลูกเรือประมาณ 40 คน ได้รับการช่วยเหลือจากเรือที่ลุกไหม้ แต่ลูกเรืออีกประมาณ 26 คน ยังคงอยู่บนเรือเซเรส วัน เพื่อจัดการกับเพลิงไหม้ และมีรายงานว่าเรือฮาฟเนีย ไนล์ ของสิงคโปร์ บรรทุกแนฟทา ซึ่งเป็นปิโตรเลียมประเภทไวไฟสูง
เจ้าหน้าที่สิงคโปร์ กล่าวว่า สาเหตุของการชนกันยังคงไม่ชัดเจน ขณะที่การจราจรทางเรือในเส้นทางขนส่งทางทะเลที่พลุกพล่าน ไม่ได้รับผลกระทบ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่หน่วยยามฝั่งมาเลเซียพบว่ามีน้ำมันรั่ว ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 17 ตารางกิโลเมตร
...
ทั้งนี้ เรือเซเรส วัน เป็นเรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาดใหญ่ ซึ่งรายงานบางฉบับระบุว่าอาจเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่เรียกว่า 'กองเรือมืด' ซึ่งขนส่งน้ำมันจากประเทศที่ถูกคว่ำบาตร
ด้าน S&P Global Commodities at Sea ผู้ให้บริการด้านข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลตลาดสินค้าและพลังงาน กล่าวว่า เรือลำดังกล่าวซึ่งดำเนินการโดยบริษัทเซี่ยงไฮ้ พรอสเพอริตี ชิป เมเนจเมนต์ ของจีน เคยบรรทุกน้ำมันดิบของอิหร่าน ซึ่งถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร.
ที่มา BBC
ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign