- โดนัลด์ ทรัมป์ ถูกลอบยิงขณะปราศรัยหาเสียงที่เพนซิลเวเนีย ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยที่หู แต่ภาพที่เขาชูกำปั้นขึ้นมาและตะโกนปลุกใจผู้ชมได้ติดตาตรึงใจชาวอเมริกันจำนวนมากไปแล้ว
- ท่าทีของนายทรัมป์แสดงให้เห็นภาพลักษณ์ของผู้เข้มแข็ง สวนทางกับโจ ไบเดน ที่แสดงท่าทีอ่อนแรงตอนดีเบต ซ้ำร้ายยังเรียกชื่อผู้นำผิดหลายครั้งในการประชุมนาโต
- แต่หลายฝ่ายกังวลว่า เหตุการณ์นี้จะไปกระตุ้นให้เกิดความรุนแรงทางการเมือง โดยเฉพาะในช่วงการเลือกตั้งสหรัฐฯ นี้ เนื่องจากทฤษฎีสมคบคิดและการแบ่งขั้วที่หยั่งรากลึกในสังคมอเมริกัน
ปฏิกิริยาของ โดนัลด์ ทรัมป์ หลังจากถูกคนร้ายลอบยิงขณะหาเสียงที่เพนซิลเวเนีย เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (13 ก.ค.) ที่เขาชูกำปั้นขึ้นมาทั้งที่เลือดเปรอะเปื้อนใบหน้า และตะโกนปลุกใจผู้ชม เหมือนกับว่าเขาเป็นผู้ชนะที่ลุกกลับขึ้นมาจากความตาย กำลังถูกถ่ายทอดไปทั่วสหรัฐฯ ผ่านสื่อและเครือข่ายออนไลน์
ภาพดังกล่าวทำให้นายทรัมป์ดูเป็นผู้ที่ แข็งแกร่ง และ ท้าทาย ตอกย้ำให้เห็นความเข้มแข็งของเขา ภาพที่นายทรัมป์ชูกำปั้นขึ้นได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของผู้แทนพรรครีพับลิกันผู้นี้ไปแล้ว
เหตุการณ์นี้ยังช่วยให้อดีตประธานาธิบดีวัย 78 ปีผู้นี้ ดูแข็งแกร่งกว่าคู่แข่งของเขาอย่าง โจ ไบเดน ผู้กำลังพยายามดิ้นรนกอบกู้ภาพลักษณ์ของตัวเอง หลังการดีเบตครั้งแรกเมื่อเดือนก่อน ทำให้เขาดูเป็นคนแก่ไร้กำลัง และดูสับสน ซึ่งจะไม่น่าแปลกใจเลย หากความนิยมของนายทรัมป์จะเพิ่มสูงขึ้นมากในโพลสำรวจความคิดเห็นหลังจากนี้
ความพยายามลอบสังหารนายทรัมป์ครั้งนี้ จะเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อทิศทางของการเลือกตั้งประธานาธิบดี และการเมืองของสหรัฐฯ อย่างไม่ต้องสงสัย
...
ผลกระทบต่อการหาเสียงของไบเดน
ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ในวัย 81 ปี ออกมาประณามเหตุลอบยิงนายทรัมป์ในทันที รวมทั้งเรียกร้องให้คนในชาติสามัคคีกันต่อต้านความรุนแรงทางการเมือง ขณะที่ทีมหาเสียงของเขาแสดงสปิริตด้วยการ ระงับโฆษณาทางการเมืองทั้งหมด ซึ่งหลายอย่างคือการวิพากษ์วิจารณ์โดนัล ทรัมป์ กับนโยบายของมหาเศรษฐีผู้นี้
นายเบนจามัน เรลลี จากศูนย์ศึกษาสหรัฐฯ ของมหาวิทยาลัยซิดนีย์ คาดว่า เหตุลอบยิงโดนัลด์ ทรัมป์ จะยิ่งเพิ่มโอกาสที่พรรคเดโมแครตจะหาคนอื่นมาเป็นตัวแทนพรรคแทนไบเดน
“ไบเดนไม่ได้อยู่ในจุดที่ดีที่สุดแล้ว เขาไม่ได้อยู่ในช่วงพีกแล้ว หลังจากนี้จะมีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่ยังไม่ตัดสินใจมากมาย ที่จะบอกว่า พวกเขาจะโหวตให้ทรัมป์ เพราะหวั่นไหวจากภาพลักษณ์ที่ทรัมป์แสดงออกมาหลังถูกยิง” นายเรลลีกล่าว
“นโยบายไม่ช่วยเปลี่ยนแปลงอะไรมาก แต่ภาพลักษณ์นั้นสำคัญอย่างยิ่ง ผมคิดว่า มันจะสร้างแรงกดดันอย่างหนักให้ฝ่ายเดโมแครตคิดใหม่เกี่ยวกับแผนการเลือกตั้ง”
อนาคตทางการเมืองของโจ ไบเดน ไม่แน่นอนมาตั้งแต่จบการดีเบตครั้งแรกระหว่างเขากับโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. โดยในตอนนั้น เขาแสดงท่าทีอ่อนแรง ไร้กำลัง เสียงสั่น บางครั้งถึงขั้นพูดไม่รู้เรื่องระหว่างตอบคำถาม จนเกิดการตั้งคำถามว่า เขาแข็งแรงพอเป็นผู้นำสหรัฐฯ อีกสมัยหรือไม่ และเกิดเสียงเรียกร้องให้เขาหลีกทางให้ผู้สมัครที่อายุน้อยกว่า
ไบเดนพยายามใช้การประชุมสุดยอดผู้นำชาติสมาชิกนาโต ซึ่งจัดขึ้นในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อสัปดาห์ก่อน กอบกู้ภาพลักษณ์ผู้นำของเขา แต่มันกลับกลายเป็นหายนะ เมื่อไบเดนเรียกชื่อ โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ผิดเป็น ปูติน ศัตรูคู่แค้นที่ยังทัพบุกยูเครน และเรียกรองประธานาธิบดี คามาลา แฮร์ริส เป็นนาย ทรัมป์ ยิ่งตอกย้ำว่าเขา อาจจะไม่ไหวแล้ว
ส่งเสริมแคมเปญฝ่ายทรัมป์
ฝ่ายที่ปรึกษาในทีมหาเสียงของนายทรัมป์รีบออกมายืนยันทันทีว่า เหตุลอบยิงจะไม่ส่งผลกระทบต่อแผนการแต่งตั้งนายทรัมป์เป็นผู้แทนพรรคอย่างเป็นทางการ ที่การประชุมใหญ่ของพรรครีพับลิกันในเมืองมิลวอกี ระหว่างวันที่ 15-18 ก.ค.
ตอนนี้ทีมหาเสียงของนายทรัมป์กำลังเต็มไปด้วยความมั่นใจ เพราะแทบจะในทันทีหลังจากยืนยันได้ว่า นายทรัมป์รอดจากความพยายามลอบสังหาร โซเชียลมีเดียก็เต็มไปด้วยความเชื่อที่ว่า มหาเศรษฐีฝีปากกล้าผู้นี้ จะเป็นผู้ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่กำลังจะมาถึง
“สังคมอเมริกันรู้สึกเจ็บปวด พวกเขารู้สึกอ่อนไหวต่อการบาดเจ็บของบุคคล และต้องการแสดงการสนับสนุนคนคนนั้น ด้วยเหตุนี้ นายทรัมป์จะได้รับการหนุนส่งทางการเมืองอีกเล็กน้อย (จากเหตุการณ์นี้)” นายแฟรงก์ เลวิน อดีตผู้อำนวยการฝ่ายการเมืองของทำเนียบขาวสหรัฐฯ กล่าว
ไม่เพียงแต่ผู้สนับสนุนเท่านั้น นายทรัมป์ยังได้รับการสนับสนุนจากมหาเศรษฐีพันล้านชื่อดังอย่าง อีลอน มัสก์ และ บิล แอคแมน ด้วย ซึ่งคาดกันว่า ทีมหาเสียงของนายทรัมป์จะใช้เหตุลอบยิงนี้เรียกความเห็นใจจากผู้โหวต และดึงคะแนนมาจากกลุ่มที่ยังคงเป็นกลางหรือยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะลงคะแนนให้ใคร
“ภาพนายทรัมป์บนเวทีพร้อมกับผ้าพันแผลที่ใบหู จะถูกฉายซ้ำไปซ้ำมาเรื่อยๆ” นายเจคอบ เนเฮเซล ผู้ช่วยศาสตราจารย์วิชารัฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยบัฟฟาโล กล่าว “ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการหาเสียง, พื้นที่สื่อ และการดึงดูดสายตามาสู่ผู้สมัคร ล้วนได้รับประโยชน์จากเหตุการณ์นี้”
...
ทำให้เกิดข่าวปลอม-ทฤษฎีสมคบคิด
ในโลกยุคนี้ ที่การส่งต่อข้อมูลเป็นไปอย่างรวดเร็ว สิ่งที่มักตามมาเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็คือ ข่าวปลอมและทฤษฎีสมคบคิด
กรณีพยายามลอบสังหารนายทรัมป์ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น เพราะทันทีหลังเกิดเหตุ บนเครือข่ายสังคมออนไลน์ก็เต็มไปด้วยข้อมูลเท็จ บ้างอ้างว่านี่เป็นการจัดฉาก บ้างระบุตัวมือปืนผิดคน และบางคนก็กล่าวโทษว่าเป็นฝีมือของ ‘ดีปสเตต’ (deep state) หรือรัฐซ้อนรัฐ อันเป็นทฤษฎีสมคบคิดที่เชื่อว่ามีเครือข่ายลับคอยชักใยประเทศอยู่เบื้องหลัง
พันธมิตรและผู้สนับสนุนนายทรัมป์บางคนก็รีบกล่าวหาไบเดน การใช้วาทกรรมทางการเมืองที่รุนแรงของเดโมแครต ว่าเป็นต้นเหตุนำไปสู่เหตุยิงกันครั้งนี้
ทั้งหมดทั้งมวลเป็นผลมาจาก การขาดข้อเท็จจริงที่มีน้ำหนักพอจากเจ้าหน้าที่และสื่อ ทำให้ข่าวปลอมและเรื่องไม่จริงเข้าไปแทรกในช่องว่างของเรื่องราวอย่างรวดเร็ว
“ในสหรัฐฯ มีนักทฤษฎีสมคบคิดมากมาย และการคิดทฤษฎีสมคบได้กลายเป็นกระแสหลักไปแล้ว ตัวนายทรัมป์เองก็เป็นหนึ่งในผู้ส่งเสริมทฤษฎีสมคบคิดบางเรื่องมาตลอดหลายปีที่ผ่านมาด้วย” นายเรลลีกล่าว “น่าเสียดาย นี่คือวิถีของช่วงเวลาที่เราอาศัยอยู่ อินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่างมาก แต่ยิ่งรายละเอียดเผยออกมามาก ทฤษฎีเหล่านี้ก็จะค่อยๆ ตายลงไป”
...
หวั่นการเมืองรุนแรงขึ้น แบ่งขั้วหนักขึ้น
เป็นที่รู้กันดีว่า นายทรัมป์คือหนึ่งในผู้ที่ทำให้เกิดการแบ่งขั้วทางการเมืองมากที่สุดในสหรัฐฯ อ้างโดยไม่มีหลักฐานมาตลอดนับตั้งแต่แพ้เลือกตั้งในปี 2563 ว่าถูกปล้นชัยชนะ, ถูกโจมตี และตกเป็นเหยื่อของรัฐบาลไบเดน และกล่าวหาว่าการฟ้องร้องทางกฎหมายทั้งหมดกระทำต่อตัวเขานั้น มีแรงจูงใจทางการเมือง
อดีตประธานาธิบดีผู้นี้ ยังอ้างว่า การบุกบ้านพักตากอากาศ มาร์-อา-ลาโก ของ FBI ในปี 2565 เพื่อเก็บเอกสารลับที่นายทรัมป์ไม่ยอมคืนหลังฟื้นตำแหน่งกลับมา เป็นความพยายามลอบสังหารเขา
ขณะที่ผู้สนับสนุนนายทรัมป์ก็ออกมาตอบสนองต่อการกระทำที่พวกเขามองว่าเป็นการทำร้ายนายทรัมป์ทุกครั้ง เช่นหลังจากนายทรัมป์ถูกคณะลูกขุนศาลนิวยอร์ก ตัดสินว่ามีความผิดจริงคดีอาญาร้ายแรงในเดือนพฤษภาคม กลุ่มผู้สนับสนุนเหล่านี้ก็ออกมาเรียกร้องให้โจมตีคณะลูกขุน และเรียกร้องความตายให้แก่ผู้พิพากษา
ผู้สื่อข่าวที่อยู่ในเหตุการณ์ตอนนายทรัมป์ถูกลอบยิงเล่าว่า ฝูงชนที่มาฟังคำปราศรัยตะโกนถ้อยคำข่มขู่และท้าทายทันทีหลังเกิดเหตุ นักข่าวจาก Axios ระบุว่า มีผู้สนับสนุนนายทรัมป์จำนวนหนึ่ง พยายามบุกเข้าไปในพื้นที่สื่อ แต่ถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหยุดเอาไว้
จนถึงตอนนี้ นายทรัมป์เลือกที่จะลดทอนการใช้ถ้อยคำแข็งกร้าวของตัวเองลง เขาออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ชาวอเมริกันสามัคคีกัน และอย่ายอมให้ความชั่วร้ายเป็นฝ่ายชนะ บางที ประสบการณ์เฉียดตายครั้งนี้อาจทำให้เขาเปลี่ยนมุมมองเรื่องการปลุกปั่นผู้สนับสนุนไปได้บ้าง
แต่ถ้าไม่ เหตุลอบยิงเมื่อวันเสาร์อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยอันตรายของอเมริกา เราเคยเห็นผู้สนับสนุนทรัมป์ก่อจลาจลที่รัฐสภามาแล้วเมื่อ 6 ม.ค. 2563 การแพร่กระจายของทฤษฎีสมคบคิดและวาทกรรมชักจูงในกลุ่มฝ่ายขวา จะยิ่งกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมความรุนแรง ความพยายามลอบสังหารนายทรัมป์อาจเป็นการราดน้ำมันเข้ากองไฟ
ด้วยเหตุนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่นายทรัมป์กับพวกพ้องรีพับลิกันของเขา รวมถึงนายไบเดนและพรรคเดโมแครต ต้องร่วมมือกันแก้ไขการแบ่งขั้วทางการเมืองในสหรัฐฯ ที่กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ มิเช่นนั้น ความรุนแรงจะกลายเป็นองค์ประกอบหลักในการเมืองอเมริกันไปในที่สุด
ผู้เขียน : ทิตชนม์ สว่างศรี
ที่มา : cna, aljazeera
...