- สงครามยูเครนส่อเค้าขยายวงกว้าง เป็นการเผชิญหน้ากันโดยตรงระหว่างนาโตกับรัสเซีย หลังปูตินประณามชาติตะวันตกทำสงครามตัวแทน โดยใช้ยูเครนสู้รบกับรัสเซียมากว่าสองปี
- ประเทศพี่ใหญ่นาโต 3 ชาติ ฝรั่งเศส เยอรมนี และสหรัฐฯ เปิดไฟเขียวให้ยูเครนใช้อาวุธจากชาติตะวันตกโจมตีเข้าไปในแผ่นดินรัสเซีย ไม่สนคำเตือนของปูตินที่เคยชี้ว่าหากชาติตะวันตกทำเช่นนี้เมื่อไหร่ จะถือเป็นการประกาศทำสงครามกับรัสเซียโดยตรง และอาจเป็นสาเหตุให้เกิดสงครามโลก
- นานาประเทศกำลังวิตกกับการที่ชาติสมาชิกนาโตอนุมัติให้ยูเครนใช้อาวุธที่ชาติตะวันตกส่งไปให้โจมตีดินแดนรัสเซีย อาจทวีความรุนแรง ยกระดับไปถึงขั้นเป็นเหตุให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 3
สงครามรัสเซียกับยูเครน ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างน่าวิตก เพราะกำลังมีแนวโน้มจะลุกลามบานปลายขยายวงกว้างมากขึ้น กลายเป็นการเผชิญหน้าระหว่าง องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือ NATO (นาโต) กับรัสเซีย หลังจากฝรั่งเศส เยอรมนี และสหรัฐฯ ชาติสมาชิกนาโต ได้จับมือกัน เปิดไฟเขียวอนุญาตให้ยูเครนใช้อาวุธจากชาติตะวันตกและสหรัฐฯ โจมตีเป้าหมายในดินแดนรัสเซียได้
ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินแห่งรัสเซีย ได้ประณามชาติตะวันตกและสหรัฐฯ มาตลอดว่า กำลังใช้ยูเครนทำ 'สงครามตัวแทน' สู้รบกับรัสเซีย ที่เปิดฉากทำสงครามในยูเครนตั้งแต่กุมภาพันธ์ ปี 2565 โดยกล่าวหา องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) กำลังรุกเข้ามาทางยูเครนซึ่งเป็นประเทศคั่นกลางระหว่างยุโรปกับรัสเซีย เนื่องจาก โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดีคนปัจจุบันของยูเครนนั้นสนับสนุนและอยู่ข้างชาติตะวันตก
...
เยอรมนี ฝรั่งเศส สหรัฐฯ หนุนยูเครนใช้อาวุธชาติต.ต.โจมตีรัสเซีย
ย้อนกลับไปถึงที่มาของสถานการณ์สงครามในยูเครนที่กลับมาดุเดือด เนื่องจากกองทัพรัสเซียได้เปิดแนวรบใหม่ บุกโจมตีเมืองคาร์คีฟ ทางภาคตะวันออกของยูเครนอีกครั้ง ตั้งแต่ 10 พฤษภาคม ที่ผ่านมา และกองทัพยูเครนตกเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ เพราะอาวุธจากชาติตะวันตกและสหรัฐฯ ยังถูกส่งมาไม่ถึงแนวหน้า ทำให้ทหารยูเครนต้องถอนกำลังจากฐานที่มั่น และฝ่ายรัสเซียสามารถบุกโจมตีภาคพื้นดิน ยึดได้หมู่บ้านในแคว้นคาร์คีฟใกล้ชายแดนติดกับรัสเซียได้แล้วหลายหมู่บ้าน
ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดที่คาร์คีฟ และแล้ว ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส ก็บึ่งเดินทางไปยังเยอรมนี เพื่อหารือกับนายโอลาฟ โชลซ์ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ก่อนปลายเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา และผู้นำทั้งสองประเทศก็ประกาศในเรื่องที่ทำให้นานาประเทศต้องตกใจไม่น้อยเมื่อ 28 พ.ค. 2567 นั่นคือ สนับสนุนให้ยูเครนใช้อาวุธจากชาติตะวันตกโจมตีเป้าหมายในดินแดนรัสเซียได้
ไม่กี่วันต่อมา โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็ตัดสินใจเปิดไฟเขียวอนุญาตให้ยูเครนใช้อาวุธจากชาติตะวันตกและสหรัฐฯ โจมตีเป้าหมายรัสเซียอย่างจำกัด โดยมุ่งไปที่แคว้นคาร์คีฟ
ส่วนรัฐบาลเดนมาร์กได้เปิดไฟเขียวเช่นกันว่า เดนมาร์กไม่มีข้อกำหนดหรือเงื่อนไขห้ามให้ยูเครนใช้เครื่องบินขับไล่ F-16 ที่มอบให้ยูเครนในการโจมตีเป้าหมายในรัสเซีย
ไม่กี่วันต่อมาภายหลังจาก ฝรั่งเศส เยอรมนี และสหรัฐฯ อนุญาตในเรื่องนี้ ปรากฏว่ายูเครนได้เปิดปฏิบัติการใช้อาวุธจากชาติตะวันตกโจมตีเป้าหมายในดินแดนรัสเซียทันที
เคยเป็นหนึ่งในประเด็นที่ชาติตะวันตกเห็นต่าง
ที่ผ่านมา พันธมิตรชาติตะวันตกของยูเครนได้ยึดถือนโยบายในการมอบอาวุธช่วยยูเครนไว้ว่า ควรจะจำกัดการใช้เฉพาะโจมตีเป้าหมายรัสเซียในยูเครนเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้การสนับสนุนให้ยูเครนใช้อาวุธจากชาติตะวันตกโจมตีเข้าไปในดินแดนรัสเซียได้ จึงเป็นประเด็นหนึ่งที่มีการโต้แย้งกันมาก่อน เพราะเกรงว่าถ้าอาวุธจากชาติตะวันตกถูกยูเครนนำไปใช้โจมตีเป้าหมายในดินแดนรัสเซียแล้ว จะยิ่งยกระดับความรุนแรง และจุดชนวนให้สงครามกว้างขวางออกไป จนเกี่ยวข้องกับ องค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (นาโต)
ส่วนประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกีแห่งยูเครน พยายามร้องขอซ้ำๆ มานานแล้วว่า ให้ชาติตะวันตกอนุญาตให้ใช้อาวุธโจมตีเป้าหมายในดินแดนรัสเซีย ขณะที่สหรัฐฯ ซึ่งเป็นประเทศส่งอาวุธไปให้ยูเครนมากที่สุด ก่อนหน้านี้ก็ห้ามไม่ให้รัฐบาลยูเครนใช้อาวุธยิงโจมตีเข้าไปในแผ่นดินรัสเซีย
...
ชาติตะวันตกกำลังก้าวล้ำเส้นแดง?
นับตั้งแต่เกิดสงครามในยูเครน ผู้นำชาติตะวันตกและสหรัฐฯ ได้ล้ำเส้นแดงที่กำหนดกันไว้ในเรื่องการส่งอาวุธไปสนับสนุนยูเครนสู้กับรัสเซียตลอดมา ไม่ว่าจะเป็นการอนุมัติส่งรถถังสุดล้ำไปช่วยยูเครน เมื่อต้นปี 2023 เพื่อหวังให้ยูเครนใช้รถถังฝ่าแนวรุกของทหารรัสเซียได้ ไปจนถึงการอนุมัติส่งเครื่องบินขับไล่ F-16 เมื่อช่วงฤดูร้อนปีที่แล้ว
รายงานจาก เว็บไซต์กระทรวงกลาโหมฝรั่งเศส แจ้งว่า ฝรั่งเศสได้จัดส่ง cruise missiles (ขีปนาวุธร่อน) SCALP ไปให้ยูเครน แต่ไม่ทราบจำนวนแน่ชัด โดยขีปนาวุธร่อน SCALP มีพิสัยบินไกลถึง 155 กิโลเมตร สามารถติดตั้งหัวรบเจาะทะลุแรงระเบิดสูง ขนาดน้ำหนัก 440 กิโลกรัม
นอกจากนั้น ฝรั่งเศสยังได้ส่งปืนใหญ่อัตตาจรซีซาร์ (Caesar self-propelled howitzers) มีพิสัยโจมตีระยะไกลถึง 42 กิโลเมตร ซึ่งมีชื่อเสียงระดับโลกไปให้แก่ยูเครนแล้ว
...
ส่วนอังกฤษได้ส่งขีปนาวุธร่อน Storm Shadow (สตอร์ม ชาโดว์) ให้แก่ยูเครน เพื่อให้สามารถใช้โจมตีเป้าหมายระยะไกล เนื่องจากขีปนาวุธร่อนสตอร์ม ชาโดว์ สามารถบินไกลได้ 155 ไมล์ หรือ 250 กิโลเมตร ซึ่งยูเครนได้ร้องขอจากอังกฤษให้ส่งมาสนับสนุนเพื่อใช้ในการโจมตีดินแดนทางภาคตะวันออกของยูเครนที่ถูกรัสเซียยึดครอง
นักวิเคราะห์ด้านการทหารเคยชี้ว่า ขีปนาวุธพิสัยไกลสุดล้ำจากชาติตะวันตกและสหรัฐฯ ที่ส่งมาให้แก่ยูเครนนั้นจะเป็นตัวเปลี่ยนเกมที่จะทำให้สงครามขยายวงกว้างมากขึ้น
ปูตินเตือนกร้าว อาจเป็นเหตุให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 3
ปูติน เคยประกาศไว้ว่า หากชาติตะวันตกอนุญาตให้ยูเครนใช้อาวุธจากชาติตะวันตกโจมตีดินแดนในรัสเซียเมื่อไหร่ นั่นย่อมหมายความว่า ชาติตะวันตกประกาศทำสงครามกับรัสเซียโดยตรง
...
หลังจากผู้นำฝรั่งเศส และเยอรมนี สนับสนุนเต็มตัวแบบนี้ จึงทำให้ปูตินออกมาเตือนทั้งสองประเทศถึงผลต่อเนื่องอย่างร้ายแรงที่จะเกิดขึ้นตามมา และเรื่องนี้อาจเป็นสาเหตุให้เกิด World War หรือสงครามโลก
ในขณะที่รัสเซียก็ได้ส่งกองเรือและเรือดำน้ำขับเคลื่อนด้วยพลังนิวเคลียร์ คาซาน ไปยังคิวบาแล้ว
เรียกว่าขณะนี้สงครามในยูเครนกำลังขยายวงกว้างออกไป และมีแนวโน้มยกระดับกลายเป็นการเผชิญหน้ากันระหว่างนาโตกับรัสเซียโดยตรงแล้ว จนทำให้ชาวโลกต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด.
ผู้เขียน : อรัญญา ศรีจันทรนิตย์