บริษัทผู้ผลิตผ้าอ้อมเด็กของญี่ปุ่นเผยว่าจะยุติการผลิตผ้าอ้อมเด็กในเดือนกันยายนนี้ เนื่องจากความต้องการที่ลดลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่ญี่ปุ่นกำลังมุ่งสู่สังคมผู้สูงอายุ

บริษัท โอจิ โฮลดิ้งส์ ซึ่งเชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์กระดาษ กล่าวว่าจะยุติการผลิตผ้าอ้อมเด็กในเดือนกันยายน ท่ามกลางความต้องการที่ลดลงอย่างรวดเร็ว โดยบริษัทมียอดขายลดลงจากยอดขายสูงสุดเมื่อปี 2544 ประมาณ 700 ล้านชิ้น เหลือ 400 ล้านชิ้นในปัจจุบัน

ยอดขายผ้าอ้อมผู้ใหญ่แซงหน้าผ้าอ้อมเด็กในญี่ปุ่นมานานกว่า 10 ปีแล้ว และสถิติประชากรล่าสุดบ่งชี้ว่าแนวโน้มดังกล่าวจะยังคงดำเนินต่อไป ย้อนกลับไปในปี 2554 บริษัทยูนิชาร์ม ผู้ผลิตผ้าอ้อมรายใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นกล่าวว่า ยอดขายผ้าอ้อมผู้ใหญ่ของบริษัทนั้นแซงหน้าผ้าอ้อมสำหรับเด็กทารกแล้ว ในขณะเดียวกัน ตลาดผ้าอ้อมสำหรับผู้ใหญ่กำลังมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าจะมีมูลค่ามากกว่า 70,000 ล้านบาท

จำนวนการเกิดในญี่ปุ่นลดลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 758,631 คนในปี 2566 เทียบกับผู้เสียชีวิต 1,590,503 คน เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีคิดเป็นสัดส่วนน้อยกว่า 12% ของประชากรทั้งหมดในปี 2565 สถานีโทรทัศน์เอ็นเอชเคระบุว่า ผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป คิดเป็นเกือบ 30% ของประชากรทั้งหมดในปัจจุบันที่ 125 ล้านคน ที่คาดว่าจะลดลงเหลือประมาณ 88 ล้านคนในปี 2608 หรือลดลง 30% ส่วนเมื่อปีที่แล้วสัดส่วนของผู้ที่มีอายุมากกว่า 80 ปี สูงเกิน 10% เป็นครั้งแรก

นายกรัฐมนตรี ฟูมิโอะ คิชิดะ กล่าวถึงอัตราการเกิดที่ต่ำอย่างรุนแรงว่าเป็นวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้น และให้คำมั่นว่าจะให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ครอบครัว การเข้าถึงการดูแลเด็กที่สะดวกขึ้น และการเพิ่มวันลาเพื่อเลี้ยงดูบุตร

...

อย่างไรก็ตาม การรณรงค์ของรัฐบาลเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีครอบครัวใหญ่ขึ้นทั้งในระดับประเทศและระดับท้องถิ่น มีผลกระทบเพียงเล็กน้อยโดยมีข้อยกเว้นบางประการ ผู้หญิงญี่ปุ่นสามารถมีลูกโดยเฉลี่ย 1.3 คนในช่วงชีวิต ซึ่งต่ำกว่า 2.1 ที่เพียงพอต่อการรักษาขนาดประชากรในปัจจุบัน

โฆษกของโอจิ โฮลดิ้งส์ กล่าวว่า บริษัทจะส่งเสริมการผลิตผลิตภัณฑ์สุขอนามัยสำหรับผู้สูงอายุ โดยเสริมว่าบริษัทคาดหวังว่าผู้สูงอายุจะใช้ผลิตภัณฑ์ผ้าอ้อมสำหรับผู้ใหญ่ทั้งในในบ้านพักคนชราและสถานที่สาธารณะอื่นๆ และระบุว่า ความต้องการผ้าอ้อมเด็กลดลงเนื่องจากปัจจัยหลายประการ รวมถึงอัตราการเกิดที่ลดลง

บริษัทจะยังคงจำหน่ายผ้าอ้อมเด็กในประเทศต่อไปจนกว่าสินค้าจะหมด และวางแผนที่จะขยายการผลิตในประเทศต่างๆ เช่น อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ซึ่งคาดว่าความต้องการจะเพิ่มขึ้น.

ที่มา The Guardian

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign