นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ยืนยันว่าปฏิบัติการโจมตีภาคพื้นดินในเมืองราฟาห์จะเกิดขึ้น และไม่มีแรงกดดันใดสามารถหยุดพวกเขาได้ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากนานาชาติ
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายกรัฐมนตรี เบนยามิน เนทันยาฮู ยืนยันความตั้งใจของเขาที่จะมีปฏิบัติการทางทหารในเมืองราฟาห์อีกครั้งในวันอาทิตย์ที่ 17 มี.ค. 2567 โดยไม่สนเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนานาประเทศ รวมถึงชาติพันธมิตร เนื่องจากเมืองราฟาห์มีชาวปาเลสไตน์ที่อพยพมาจากพื้นที่อื่นๆ ของฉนวนกาซามาอาศัยอยู่รวมกันกว่า 1.5 ล้านคน
“ไม่มีแรงกดดันใดๆ จากต่างประเทศ ที่จะหยุดอิสราเอลจากการบรรลุเป้าหมายทั้งหมดในสงครามได้” เนทันยาฮู กล่าวขณะพบคณะรัฐมนตรีของตัวเอง “หากเราหยุดสงครามตอนนี้ ก่อนจะบรรลุเป้าหมายทั้งหมด ก็หมายความว่าอิสราเอลแพ้สงคราม และเราจะไม่ยอมให้เรื่องนี้เกิดขึ้น”
เนทันยาฮู บอกอีกว่า อิสราเอลต้องสามารถทำสงครามต่อไปได้ โดยมีเป้าหมายในการกำจัดกลุ่มฮามาส, ปลดปล่อยตัวประกันทั้งหมด และทำให้แน่ใจว่าฉนวนกาซาจะไม่เป็นภัยคุกคามอีกต่อไป
“เพื่อการนี้เราจะมีปฏิบัติการในราฟาห์ด้วย” ผู้นำอิสราเอลกล่าว โดยย้ำว่าปฏิบัติการจู่โจมภาคพื้นดินในเมืองแห่งนี้ “จะเกิดขึ้น” และจะดำเนินไปนานหลายสัปดาห์
เนทันยาฮู ยังตำหนิไปถึงผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์นโยบายของเขา ระบุว่า “ความทรงจำของพวกคุณสั้นขนาดนี้เลยหรือ?” “คุณลืมเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคม ซึ่งเป็นการสังหารหมู่ชาวยิวครั้งเลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ครั้งนั้น (ในสงครามโลกครั้งที่ 2) ไปอย่างรวดเร็วเหลือเกิน”
การโจมตีเมื่อ 7 ต.ค. 2566 นับเป็นปฏิบัติการโจมตีครั้งใหญ่ที่สุดของกลุ่มฮามาส ทำให้มีผู้เสียชีวิตราว 1,200 ศพ และอีกกว่า 250 คนถูกลักพาตัวไปจากดินแดนอิสราเอล และถูกจับไว้เป็นตัวประกัน ส่งผลให้อิสราเอลเปิดฉากทำสงครามกับกลุ่มฮามาส ซึ่งตอนนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตในกาซาแล้วมากกว่า 31,400 ศพ ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและเด็ก
...
ทั้งนี้ คำพูดล่าสุดของ เนทันยาฮู เกิดขึ้นในขณะที่ นายโอลาฟ ชอลซ์ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี เดินทางทั่วตะวันออกกลาง รวมถึงเยือนอิสราเอล ซึ่งนายชอลซ์ได้แสดงการคัดค้านแผนโจมตีเมืองราฟาห์อีกครั้ง โดยให้ผู้นำอิสราเอลคำนึงถึงหลักมนุษยธรรมก่อนเริ่มการโจมตี และว่าการทำข้อตกลงกับฮามาสเพื่อปล่อยตัว และหยุดยิง เป็นสิ่งจำเป็น
ด้านเนทันยาฮูตอบกลับว่า “เป้าหมายของอิสราเอลในการกำจัดกองพลก่อการร้ายที่เหลือในราฟาห์ จะเกิดขึ้นไปพร้อมๆ กับการเปิดทางให้พลเรือนออกจากเมืองราฟาห์” และย้ำว่า “นั่น (การโจมตี) ไม่ใช่สิ่งที่เราจะทำ ในขณะที่ปล่อยให้ประชาชนถูกกักอยู่กับที่”
แผนการบุกโจมตีเมืองราฟาห์ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากหลายประเทศ โดยองค์การสหประชาชาติขอร้องให้อิสราเอลอย่าโจมตีเมืองแห่งนี้ในนามมนุษยธรรม ขณะที่ ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ของสหรัฐฯ มหามิตรของอิสราเอล ก็เตือนว่า การขยายปฏิบัติการเข้าสู่เมืองราฟาห์คือเส้นแดงที่ไม่ควรข้าม
อนึ่ง ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิสราเอลย่ำแย่ลงเรื่อยๆ นับตั้งแต่สงครามในกาซาเริ่มต้นขึ้น โดยตอนนี้ ประธานาธิบดีไบเดน ออกมาร่วมวิพากษ์วิจารณ์อิสราเอลเช่นเดียวกับ นายชัค ชูเมอร์ ผู้นำเสียงข้างมากในวุฒิสภา ซึ่งเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลในอิสราเอล
ในขณะที่นายกรัฐมนตรีอิสราเอลยังเชื่อว่ายังมีล็อบบี้ยิสต์ในสหรัฐฯ คอยหนุนหลังเขาอยู่ เหมือนที่เคยเป็นมาตลอด แต่การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่กำลังจะมาถึง กับกระแสความไม่พอใจการสนับสนุนอิสราเอลของรัฐบาลไบเดน ซึ่งกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อาจทำให้ไบเดนตัดสินใจหาทางคลายความไม่พอใจของชาวอเมริกันก่อน
แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม สำนักงานของนายเนทันยาฮูได้อนุมัติแผนการบุกโจมตีในเมืองราฟาห์แล้วเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา และตอนนี้กองทัพกำลังเตรียมการเพื่ออพยพพลเรือนออกจากเมืองอยู่.
ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign
ที่มา : bbc