- ผลการศึกษาล่าสุดพบว่า ยุโรปมีการนำเข้าอาวุธยุทโธปกรณ์เพิ่มเกือบ 2 เท่าในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา โดยปัจจัยสำคัญเกิดจากสถานการณ์การสู้รบในยูเครนและรัสเซียที่ยืดเยื้อมานาน จนทำลายเสถียรภาพความมั่นคงในภูมิภาค
- ยูเครนกลายมาเป็นประเทศผู้นำเข้าอาวุธสงครามรายใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลก ขณะที่ฝรั่งเศสขึ้นมาแทนที่รัสเซียเป็นประเทศผู้นำเข้าอาวุธสงครามมากเป็นอันดับ 2 รองจากสหรัฐอเมริกาที่ครองอันดับ 1
- เป็นที่น่าสังเกตว่ารัสเซียกลับมีการนำเข้าอาวุธสงครามลดลงกว่าครึ่ง ตกมาอยู่อันดับที่ 3 ของโลกเป็นครั้งแรก รวมถึงยังส่งออกอาวุธน้อยลง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากการคว่ำบาตรจากหลายชาติต่อกรณีการบุกโจมตียูเครน
ผลวิจัยโดยสถาบันวิจัยสันติภาพระหว่างประเทศแห่งสตอกโฮล์ม พบว่ายุโรปมีการนำเข้าอาวุธยุทโธปกรณ์เพิ่มเกือบ 2 เท่าในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา โดยปัจจัยสำคัญเกิดจากสถานการณ์การสู้รบในยูเครนและรัสเซียที่ยืดเยื้อมานาน จนทำลายเสถียรภาพความมั่นคงในภูมิภาค ในขณะที่ยูเครนกลายมาเป็นประเทศผู้นำเข้าอาวุธสงครามรายใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลก ส่วนฝรั่งเศสขึ้นมาแทนที่รัสเซียเป็นประเทศผู้นำเข้าอาวุธสงครามมากเป็นอันดับ 2 ตามหลังสหรัฐอเมริกาที่ครองอันดับ 1 โดยฝรั่งเศสเป็นผู้ส่งออกอาวุธราว 11 เปอร์เซ็นต์ของการส่งออกอาวุธทั่วโลกในปี 2019-2023 และประสบความสำเร็จในการขายเครื่องบินรบราฟาเอลนอกทวีปยุโรปด้วย
...
ที่น่าสนใจ คือพบว่ารัสเซียกลับมีการนำเข้าอาวุธสงครามลดลงกว่าครึ่ง ตกมาอยู่อันดับที่ 3 ของโลกเป็นครั้งแรก รวมถึงยังส่งออกอาวุธน้อยลง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากการถูกคว่ำบาตรจากหลายชาติต่อกรณีการบุกโจมตียูเครน
ทั้งนี้ การนำเข้าอาวุธสงครามของประเทศในยุโรปเพิ่มขึ้นถึง 94 เปอร์เซ็นต์ ในช่วงปี 2019-2023 เปรียบเทียบกับช่วง 5 ปีก่อนหน้า ในขณะที่การนำเข้าส่งออกอาวุธภาพรวมทั่วโลกลดลงเล็กน้อย
อย่างไรก็ตาม สถาบันวิจัยสันติภาพระหว่างประเทศแห่งสตอกโฮล์มยังบันทึกไว้ด้วยว่า มีอย่างน้อย 30 ประเทศ ที่มีส่วนช่วยในการส่งอาวุธหลักๆ ให้แก่ยูเครน นับตั้งแต่รัสเซียรุกรานยูเครนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปี 2022 ในขณะเดียวกันชาติอื่นในยุโรปก็มีการเพิ่มการนำเข้าอาวุธด้วยเช่นกัน โดยส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าจากสหรัฐอเมริกา ทำให้สหรัฐฯ ยิ่งมีบทบาทสำคัญในฐานะผู้ส่งออกอาวุธรายใหญ่ โดยเพิ่มขึ้นทั้งยอดส่งออกอาวุธ รวมทั้งเพิ่มจำนวนประเทศคู่ค้ามากที่สุดเท่าที่เคยมีมา
ในช่วงปี 2019-2023 การนำเข้าอาวุธมายังยุโรป 55 เปอร์เซ็นต์ ล้วนแล้วแต่มาจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 35 เปอร์เซ็นต์ ในช่วงระหว่างปี 2014-2018 ส่วนหนึ่งเป็นเพราะประเทศในยุโรปส่วนใหญ่เป็นสมาชิกนาโตและหุ้นส่วนของสหรัฐฯ ในการพัฒนาระบบอาวุธ เช่น เครื่องบินขับไล่ F-35
การส่งออกอาวุธในรัสเซียที่ลดลง
แคทรีนา ยอคิค นักวิจัยของสถาบันวิจัยสันติภาพระหว่างประเทศแห่งสตอกโฮล์ม ระบุว่าการนําเข้าอาวุธจากสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้น นับเป็นการแสดงให้เห็นว่าหลายประเทศในยุโรปพึงพอใจที่จะซื้ออาวุธที่ผลิตสำเร็จ มากกว่าที่จะพัฒนาระบบขึ้นมาใหม่ โดยยอดส่งออกอาวุธของสหรัฐฯ เติบโตขึ้นถึง 17 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นส่วนแบ่งการส่งออกอาวุธเพิ่มขึ้นเป็น 42 เปอร์เซ็นต์
ในขณะที่รัสเซีย ซึ่งเคยครองตำแหน่งผู้ส่งออกใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก ปรากฏว่ายอดการส่งออกลดลงมาถึง 53 เปอร์เซ็นต์ ระหว่างปี 2014-2018 และ 2019-2023 ซึ่งไม่เพียงแต่ยอดการส่งออกอาวุธจะลดลงเท่านั้น แต่ยังมีประเทศที่เป็นคู่ค้าลดน้อยลงอีกด้วย โดยมีการส่งออกไปยัง 12 ประเทศในปี 2023 เปรียบเทียบกับปี 2013 ที่มี 31 ประเทศ นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงทางนโยบายที่สำคัญของคู่ค้ารายใหญ่อย่างจีน ที่เป็นปัจจัยสำคัญด้วย เพราะก่อนหน้านี้จีนนับเป็นผู้ซื้ออาวุธรายใหญ่ของรัสเซียมาก่อน แต่ปัจจุบันจีนหันมาพัฒนาการผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ในประเทศเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตาม รัสเซียยังคงส่งออกไปยังจีนราว 21 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่อินเดียเป็นผู้นำเข้ารายใหญ่ที่สุดที่ 34 เปอร์เซ็นต์ โดยในขณะที่รัสเซียมียอดส่งออกอาวุธลดลง แต่ยอดส่งออกของฝรั่งเศสเติบโต 47 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ฝรั่งเศสเฉือนเอาชนะรัสเซียกลายมาเป็นผู้ส่งออกอาวุธใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ของโลก
...
การละเมิดกฎหมายมนุษยธรรม
นอกจากปัจจัยจากสงครามในยูเครนจะส่งผลต่อท่าทีในการเร่งสะสมอาวุธของชาติต่างๆ ในยุโรปแล้ว สงครามในกาซาก็มีผลกับการนำเข้าหรือส่งออกอาวุธยุทโธปกรณ์ของประเทศต่างๆ ทั่วโลกด้วยเช่นกัน นายซาอิน ฮุสเซน อีกหนึ่งนักวิจัยของสถาบันวิจัยสันติภาพระหว่างประเทศแห่งสตอกโฮล์ม ระบุว่าสงครามในฉนวนกาซาในเวลานี้ ส่งผลกระทบต่อการนำเข้าอาวุธสงครามโดยอิสราเอล โดยยังคงมีการถ่ายโอนอาวุธจากสหรัฐอเมริกาไม่ว่าจะผ่านความช่วยเหลือทางทหารใหม่หรือการเร่งสัญญาที่มีอยู่แล้ว ซึ่งนายฮุสเซนเตือนว่า ผลกระทบในระยะยาวจากความขัดแย้งนี้อาจจะรุนแรงและยากเกินจะคาดการณ์
"เราได้เห็นแล้วในบางประเทศของยุโรปที่มีการผลักดันโดยนักแสดงหรือรัฐต่างๆ เพื่อจํากัดการส่งอาวุธให้กับอิสราเอลในระหว่างที่ยังคงมีการปฏิบัติการทางทหาร ในฉนวนกาซา เนื่องจากเป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ซึ่งมาตรการเหล่านั้นจะส่งผลต่อการส่งอาวุธให้อิสราเอลแน่นอน และจะยังคงมีคำถามตามมาอีกว่า หลังจากที่อิสราเอลยอมหยุดยิง หรือยุติการโจมตีฉนวนกาซาแล้ว มาตรการเหล่านี้จะยังคงเอาไว้อีกหรือไม่"
อย่างไรก็ตาม อิสราเอลยังนับว่าเป็นชาติที่เป็นตัวแปรสำคัญในการค้าอาวุธทั่วโลก ในฐานะที่เป็นผู้ส่งออกอาวุธทันสมัยรายใหญ่ โดยชาติสมาชิกอียูบางประเทศอย่าง เยอรมนีและฟินแลนด์ ก็เพิ่งมีการตกลงสั่งซื้ออาวุธกับอิสราเอล ขณะเดียวกันยูเครนเองก็ร้องขอไปยังอิสราเอลให้ส่งมอบระบบป้องกันภัยทางอากาศขั้นสูงและอาวุธอื่นๆ เพื่อปกป้องตัวเองจากการรุกรานของรัสเซียด้วย.
...
ผู้เขียน : อาจุมมาโอปอล
ที่มา : แชนแนลนิวส์เอเชีย, SIPRI, reuters
คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ยุโรป