ผ่านมา 2 ปีแล้ว นับตั้งแต่รัสเซียเริ่มการรุกรานยูเครน พลเรือนมากมายใกล้พื้นที่แนวหน้าทางตะวันออกของยูเครน กำลังรู้สึกเหมือนติดกับ และเหนื่อยล้าเพราะสงครามยืดเยื้อ ท่ามกลางความไม่แน่นอนว่าเมื่อไรสงครามนี้จะจบลง และจะจบลงอย่างไร
การที่ สหรัฐฯ และสหภาพยุโรป ยังตกลงกันไม่ได้เรื่องความช่วยเหลือแก่ยูเครนก้อนใหม่ ก็สร้างแรงกระเพื่อมไปไกลถึงแนวหน้าในแคว้นโดเนตสก์ ที่ทหารยูเครนซึ่งกำลังด้อยกว่ารัสเซียทั้งในด้านกำลังทหาร และปริมาณอาวุธ ต้องเสียพื้นที่ให้แก่กองทัพรัสเซียผู้รุกราน
สำหรับทหารยูเครนที่ต้านทานการบุกของรัสเซียตามเมืองต่างๆ อย่างเช่น คอสเตียนตินิฟกา ภารกิจของพวกเขากำลังยากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยทรัพยากร และแรงกายที่ร่อยหรอ
“กระสุนของเรากำลังจะหมด และพวกรัสเซียก็มาไม่หยุดหย่อน พวกพ้องของเรามากมายบาดเจ็บ หรือแย่กว่านั้น ทุกอย่างกำลังเลวร้ายลงเรื่อยๆ” หนึ่งในทหารยูเครนที่ประจำการอยู่นอกเมืองบักห์มุต ซึ่งถูกรัสเซียยึดไปเมื่อเดือนพฤษภาคมปีก่อน บอกกับสื่อโดยไม่ประสงค์ออกนาม
ด้านนางลุดมิลา โปลอฟโก ครูอายุ 62 ปี ที่โรงเรียนที่เธอสอนถูกโจมตีด้วยมิสไซล์จนเสียหายหนักเมื่อเดือนก่อน ยอมรับว่าความขัดแย้งที่ยืดเยื้อออกไป ทำให้เธอรู้สึกเหนื่อยล้ามากขึ้นเรื่อยๆ
“เราเหนื่อยมากๆ ที่ต้องฟังข่าวการตายของคนของเรา เราเหนื่อยที่ต้องเห็นทั้งหมดด้วยตาตัวเอง เหนื่อยที่ไม่ได้นอนตอนกลางคืนเพราะเสียงการต่อสู้ เพราะมิสไซล์บินผ่านไปเหนือหัว เราเหนื่อยมาก เราต้องการความสงบ” นางโปลอฟโก กล่าว
เมื่อถูกถามว่าอะไรจะเกิดขึ้นหากชาติตะวันตกหยุดส่งกระสุนมาให้ นางโปลอฟโก ก็ตอบว่า “มันพูดยากว่าอะไรจะเกิดขึ้น ฉันรู้ดีว่าคนของเราเสียสละแค่ไหนในการต่อสู้ โดยพวกเขาไม่เสียดายชีวิตเลย และพวกเขากำลังตาย ฉันไม่รู้”
...
ความเสียหายต่อพลเรือนยูเครนในการต่อต้านการโจมตีจากรัสเซียก็กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน โดยเมื่อสัปดาห์ก่อน นักข่าวเอเอฟพีในเมืองครามาทอร์สก์ เห็นเจ้าหน้าที่กู้ภัยหลายสิบคนต้องขุดหาร่างของผู้หญิงคนหนึ่งกับแม่และลูกชายที่ถูกฝังอยู่ใต้ซากบ้านตัวเองที่พังถล่มเพราะการโจมตีของรัสเซีย โดยใช้เพียงแสงจากตะเกียง และทั้ง 3 ถูกพบเป็นศพ
ผู้ว่าการแคว้นโดเนตสก์ ระบุว่า ตลอด 2 ปีที่ผ่านมามีพลเรือนเสียชีวิตในภูมิภาคนี้ถูกสังหารไปแล้ว 1,876 ศพ แต่เขาไม่มีข้อมูลจำนวนผู้เสียชีวิตในเมืองที่ถูกรัสเซียยึดครองอย่าง มาริอูโปล อย่างตัวเลขประเมินขั้นต่ำสุกของเมืองแห่งนี้เมืองเดียวก็น่าจะมากกว่าผู้เสียชีวิตในภูมิภาคกว่า 4 เท่า
ขณะเดียวกันที่ ศูนย์ประชุมในเมืองครามาทอร์สก์ นางโอลกา ยูดาโควา นักจิตวิทยาหญิงวัย 61 ปี บอกเล่าถึงความวิตกกังวลที่กำลังเกาะกุมจิตใจของเด็กๆ ในเมือง “สำหรับเด็กแล้ว เสียงดังๆ กลายเป็นตัวกระตุ้นความไม่สบายในในหมู่เด็กๆ นั้นอยู่ในระดับสูงมาก มีความไม่มั่นคงทางใจจิตอย่างใหญ่หลวง แต่ในผู้ใหญ่ก็มีมากไม่แพ้กัน”
ตอนนี้ผู้อาศัยในเมืองครามาทอร์สก์จำนวนมากเป็นผู้ที่อพยพมาจากเมืองแนวหน้าฝั่งตะวันออกอื่นๆ ที่ถูกรัสเซียยึดไป “ฉันไม่เคยเห็นผู้ใหญ่มากมายขนาดนี้ที่จู่ๆ ก็ร้องไห้ออกมาเลย คุณตระหนักได้ในทันทีว่านี่ไม่ใช่เรื่องปกติ”
อีกหนึ่งผู้ที่ต้องอพยพจากบ้านมายังเมืองครามาทอร์สก์ คือนายโอเลก ครูชินิน นักบวชคริสต์นิกายออโธดอกซ์ วัย 50 ปี ซึ่งเคยทำงานที่เมืองชาซิฟ ยาร์ ที่อยู่ใกล้กัน โดยเขายังทำหน้าที่ในโบสถ์ เพื่อใช้ศาสนาปลอบประโลมจิตใจผู้ได้รับผลกระทบจากสงคราม ในขณะที่หลายคนเลือกอพยพไปทางตะวันตก
ผู้ศรัทธาบางคนเคยเชื่อว่าสงครามจะจบลงโดยเร็ว แต่ตอนนี้กลับเข้าสู่ปีที่ 3 แล้ว โดยที่กองทัพรัสเซียขยับเข้าใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ และความไม่แน่นอนก็เพิ่มสูงขึ้น “ผมรู้ว่าคุณอยากถามอะไร และผมไม่รู้คำตอบ ว่าเมื่อไรสงครามนี้จะจบลง นั่นเป็นคำถามที่ทุกคนถาม และทุกคนต้องการคำตอบ”.
...
ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign
ที่มา : afp