• สงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนก้าวเข้าสู่ปีที่ 3 แล้ว และยูเครนต้องพึ่งพาชาติตะวันตกมากกว่าที่ผ่านมา แต่ปีนี้กลับมีหลายปัจจัยที่อาจกระทบต่อแรงสนับสนุนที่ตะวันตกมีให้แก่พวกเขา

  • กองทัพยูเครนกำลังประสบปัญหาขาดแคลนกำลังคนและเครื่องกระสุนอย่างหนัก และได้แต่รอชาติตะวันตกส่งกระสุนมาเพิ่ม ในขณะที่รัสเซียยิงปืนใหญ่โจมตีพวกเขามากกว่าถึง 5 เท่า

  • นอกจากนั้นยังมีอีกหลายเรื่องที่ดึงความสนใจจากชาติตะวันตกไปจากยูเครน ทั้งสงครามที่ฉนวนกาซา และการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลกระทบกับยูเครนมากที่สุด หากผู้นำสหรัฐฯ เปลี่ยนคน

สงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนครบ 2 ขวบปีไปแล้ว เมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2567 ที่ผ่านมา และตอนนี้กำลังเข้าสู่ปีที่ 3 กองทัพเคียฟยังคงพยายามอย่างหนักเพื่อต้านทานการโจมตีจากกองทัพมอสโก และยึดพื้นที่ที่เสียไปกลับคืนมา แต่สถานการณ์ในแนวหน้าในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาไม่สู้ดีนัก เมื่อพวกเขาต้องเสียเมืองอัฟดีฟกา เพิ่มอีก 1 เมือง

แต่ชะตากรรมของยูเครนไม่ได้ตัดสินกันที่แนวหน้าอย่างเดียว ชัยชนะหรือพ่ายแพ้ของพวกเขากลับผูกติดกับท่าทีของชาติตะวันตก และพื้นที่อื่นๆ ที่ห่างไกลจากสนามรบ

กองทัพยูเครนกำลังประสบปัญหาขาดแคลนกำลังคน กับเครื่องกระสุนอย่างหนัก ซึ่งเคียฟอ้างว่าคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้พวกเขาเสียเมืองอัฟดีฟกาไป ความช่วยเหลือทั้งในด้านอาวุธ, การเงิน และการเมืองจากชาติตะวันตกจึงมีความสำคัญมากกว่าที่ผ่านมา แต่ในปีนี้กลับมีหลายปัจจัยที่อาจกระทบต่อแรงสนับสนุนที่ตะวันตกมีให้แก่พวกเขา

...

สหรัฐฯ ยังผ่านเงินช่วยเหลือไม่ได้

ร่างกฎหมายแพ็กเกจช่วยเหลือฉบับใหม่ของสหรัฐฯ มูลค่ากว่า 6 หมื่นล้านดอลลาร์ ที่พวกเขาจะมอบให้แก่ยูเครน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการสนับสนุนทางทหาร ยังคงค้างเติ่งอยู่ในสภาคองเกรส ท่ามกลางความคาดหวังจากพันธมิตรชาติตะวันตกที่ต้องการให้รัฐบาลไบเดนผ่านกฎหมายนี้โดยเร็ว เนื่องจากมีความสำคัญยิ่งยวดต่อกองทัพเคียฟ

นายเยนส์ สโตลเตนเบิร์ก เลขาธิการใหญ่นาโต กล่าวกระตุ้นสหรัฐฯ และชาติพันธมิตรอื่นๆ ระหว่างการประชุมความมั่นคงที่เมืองมิวนิกเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า “ทุกสัปดาห์ที่เรารอ หมายความว่าจะมีคนถูกสังหารในแนวหน้าของยูเครนมากขึ้น”

เมื่อวันที่ 13 ก.พ. 2567 วุฒิสภาสหรัฐฯ ผ่านร่างกฎหมายเงินช่วยเหลือนี้ได้สำเร็จ แต่ตอนนี้กำลังเผชิญแรงต้านอย่างหนักจากฝ่ายรีพับลิกันในสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะฝ่ายที่ใกล้ชิดกับอดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และนายไมค์ จอห์นสัน ประทานสภา ยังคงไม่สะทกสะท้านต่อแรงกดดันจากทำเนียบขาว ที่เรียกร้องให้เริ่มการลงมติผ่านร่างกฎหมายนี้

เจ้าหน้าที่จากชาติยุโรปหลายคนกล่าวว่า พวกเขาค่อนข้างมองในด้านบวกเรื่องการอนุมัติเงินช่วยเหลือก้อนใหม่ของสหรัฐฯ หลังจากได้คุยกับสมาชิกสภาอเมริกันในการประชุมที่มิวนิก แต่คาดว่ายังคงต้องใช้เวลาอีกสักพัก

ยุโรปอาจเติมกระสุนให้ยูเครนไม่ทัน

สงครามในยูเครนตอนนี้ส่วนใหญ่กลายเป็นการต่อสู้กันด้วยการระดมยิงปืนใหญ่ไปแล้ว ซึ่งทั้งสองฝ่ายยิงเข้าใส่กันวันละหลายพันลูก แต่ความแตกต่างระหว่างพวกเขาคือ ยูเครนใช้กระสุนของตัวเองจนหมดสิ้นแล้ว และต้องรอกระสุนเพิ่มเติมจากพันธมิตรตะวันตก ส่วนรัสเซียเพิ่มการผลิตกระสุนของตัวเอง และนำเข้ากระสุนจากเกาหลีเหนือกับอิหร่านได้

ไมเคิล คอฟแมน นักวิจัยจากองค์กรกองทุนคาร์เนกี้เพื่อสันติภาพโลก (Carnegie Endowment for International Peace) ซึ่งมีสำนักงานในวอชิงตัน ประเมินว่า รัสเซียกำลังยิงปืนใหญ่ในอัตราที่มากกว่ายูเครนถึง 5 เท่า

ขณะที่ ศ.จัสติน บรองค์ นักวิจัยจากองค์กร RUSI ในอังกฤษ เชื่อว่าปัจจัยสำคัญสำหรับยูเครนในปีนี้คือ ชาติพันธมิตรตะวันตกจะสามารถจัดหาเครื่องกระสุนมามอบให้ยูเครนในปริมาณที่พวกเขาต้องการได้ทันหรือไม่

ตะวันตกยังไม่ตัดสินใจเรื่องส่งอาวุธใหม่

ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ผู้นำยูเครนพยายามผลักดันอย่างหนักให้ชาติพันธมิตรตะวันตกของพวกเขาส่งอาวุธชนิดใหม่มาให้ โดยเฉพาะขีปนาวุธพิสัยไกลที่สามารถยิงข้ามไปยังแนวหลังของรัสเซียได้อย่าง ATACMS ของสหรัฐฯ หรือขีปนาวุธ ‘ทอรัส’ (Taurus) ของเยอรมนี

นายอันเดอร์ส ฟ็อกห์ ราสมุสเซน อดีตเลขาธิการนาโต และอดีตนายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก ผู้เป็นมิตรใกล้ชิดกับยูเครนมานาน ยอมรับว่าพวกเขาไม่สามารถเพิ่มการผลิตกระสุนในชั่วข้ามคืนได้ แต่พวกเขาสามารถตัดสินใจเรื่องการส่งอาวุธที่ยูเครนจำเป็นต้องใช้ได้ในทันที

ที่ผ่านมา สหรัฐฯ มอบแต่ขีปนาวุธ ATACMS พิสัยกลางรุ่นเก่าให้แก่ยูเครน แต่ตอนนี้ รัฐบาลไบเดนกำลังหาทางส่งอาวุธระยะไกลที่ใหม่กว่าไปให้ แต่การจะทำเช่นนั้นได้เขาต้องรอให้สภาผู้แทนราษฎรผ่านร่างกฎหมายแพ็กเกจช่วยเหลือ ที่ยังคาราคาซังอยู่ตอนนี้เสียก่อน

ขณะที่ เยอรมนี นายกรัฐมนตรีโอลาฟ ชอลซ์ ยังคงไม่โอนอ่อนต่อคำอ้อนวอนจากเคียฟ และนาโต ที่ขอพวกเขาส่งระบบขีปนาวุธล้ำสมัยอย่าง ทอรัส ให้แก่กองทัพยูเครน โดยเจ้าหน้าที่ของเยอรมนีเคยออกมาแสดงความกังวลว่า มิสไซล์ชนิดนี้อาจทำให้สงครามลุกลามเข้าไปในดินแดนรัสเซีย และอาจทำให้เยอรมนีต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับสงครามโดยตรงมากขึ้น

...

สงครามในตะวันออกกลาง

สงครามในฉนวนกาซา ซึ่งเริ่มขึ้นหลังกลุ่มฮามาสเปิดฉากโจมตีอิสราเอลครั้งใหญ่ 7 ต.ค. 2566 ดึงดูดความสนใจจากผู้นำชาติตะวันตก ทำให้พวกเขามีเวลาและพลังงานมอบให้แก่ยูเครนน้อยลง และอาจน้อยลงไปอีกหากสถานการณ์ในตะวันออกกลางเลวร้ายลง หรือสงครามขยายตัวไปสู่ระดับภูมิภาค

นอกจากนั้น ผู้ทำของกลุ่มประเทศซีกโลกใต้ (Global South) ยังออกมากล่าวหาชาติตะวันตกว่า 2 มาตรฐาน จากการที่พวกเขาลงทุนลงแรงช่วยยูเครนอย่างเต็มที่ แต่กลับแทบไม่เคลื่อนไหวเพื่อช่วยกาซา ซึ่งเรื่องนี้ยิ่งทำให้เคียฟ และชาติพันธมิตรยกประเด็นเรื่องยูเครนมาพูดเพื่อขอการสนับสนุนในการประชุมสุดยอดต่างๆ ได้ยากขึ้น

“รัสเซียกำลังได้ประโยชน์จากสถานการณ์เหล่านี้อย่างแน่นอน” นายเซโวลอด เชนต์ซอฟ เอกอัครราชทูตยูเครนประจำสหภาพยุโรปกล่าว “เราทำงานร่วมกับกลุ่มประเทศซีกโลกใต้ เราพยายามมีส่วนร่วมกับพวกเขาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เราจะทำงานต่อไป นี่เป็นปัญหาที่ยาก”

...

ลุ้นประชุมนาโตเดือนกรกฎาคม

ถึงแม้ว่าการประชุมสุดยอดผู้นำชาติสมาชิกนาโต ซึ่งจะจัดขึ้นที่กรุงวอชิงตันในวันที่ 9-11 ก.ค.นี้ จะไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสมรภูมิ แต่มันอาจส่งผลต่อบรรยากาศทางการเมือง และขวัญกำลังใจในยูเครน

เพราะในขณะที่ยูเครนกับผู้สนับสนุนบางประเทศยังคงผลักดันให้นาโตเชิญเคียฟเข้าร่วมเป็นสมาชิก ซึ่งจะส่งผลให้ชาติสมาชิกทั้งหมดต้องช่วยยูเครนสู้กับรัสเซีย หรืออย่างน้อยก็ทำให้ยูเครนเข้าใกล้การเป็นสมาชิกมากที่สุดนั้น

แต่สหรัฐฯ ซึ่งมีอิทธิพลมากในนาโต กับเยอรมนี เป็นหนึ่งในกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ เนื่องจากมันจะทำให้นาโตเข้าใกล้การขัดแย้งกับรัสเซียโดยตรงมากขึ้น ซึ่งต้องรอลุ้นว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้างที่การประชุมในเดือนกรกฎาคมนี้

การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ

การเลือกตั้งผู้นำคนใหม่ของสหรัฐฯ ในช่วงปลายปีนี้ อาจเป็นปัจจัยที่จะส่งผลต่อสงครามในยูเครนมากที่สุด เพราะตัวเก็งผู้สมัครฝ่ายรีพับลิกันอย่าง โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้วิพากษ์วิจารณ์นาโตมาตลอด รวมทั้งขู่ถอนตัวจากการเป็นชาติสมาชิก เพราะไม่พอใจที่สหรัฐฯ มีส่วนแบ่งงบทางทหารที่ต้องมอบให้นาโตมากกว่าประเทศอื่นๆ

ส่วนเรื่องสงครามในยูเครน ทรัมป์เรียกร้องให้ทุกฝ่ายหาทางลดความรุนแรงของสถานการณ์ และวิพากษ์วิจารณ์เรื่องงบประมาณหลายพันล้านดอลลาร์ที่สหรัฐฯ ต้องจ่ายเพื่อช่วยเหลือยูเครนมาจนถึงตอนนี้ อย่างไรก็ตามทรัมป์ยังไม่ได้มีนโยบายที่ชัดเจนว่าสหรัฐฯ จะช่วยยูเครนต่อไปหรือไม่ หากเขาได้เป็นประธานาธิบดี

โจ ไบเดน ประกาศลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 แม้จะมีอายุถึง 81 ปีแล้ว โดยผลสำรวจความคิดเห็นของสังคมล่าสุดชี้ว่า คะแนนนิยมของไบเดนกับทรัมป์นั้นแทบจะเสมอกัน ขณะที่ชาวอเมริกันตั้งคำถามหลายอย่างเกี่ยวกับเขา ทั้งเรื่องอายุ, ปัญหาเงินเฟ้อ, นโยบายเศรษฐกิจ, นโยบายชายแดน และนโยบายตะวันออกกลาง

ส่วน โดนัลด์ ทรัมป์ ในวัย 77 ปี มีคะแนนนำผู้แข่งร่วมพรรค แม้จะเผชิญการฟ้องร้องทางกฎหมายมากมาย แต่โพลของ Reuters/Ipsos เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่า ฝ่ายรีพับลิกันราว 1 ใน 4 กับผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ราว 50% ตัดสินใจจะไม่ลงคะแนนให้ทรัมป์ หากเขาถูกตัดสินว่ามีความผิดในคดีอาญาร้ายแรง ซึ่งต้องติดตามกันต่อไป.





ผู้เขียน : ทิตชนม์ สว่างศรี

ที่มา : reuterscbc

...