ศาลอุทธรณ์ตัดสิน โดนัลด์ ทรัมป์ ไม่มีสิทธิ์คุ้มครองของประธานาธิบดี จากการถูกดำเนินคดีข้อหาล้มผลเลือกตั้ง ซึ่งฝ่ายนายทรัมป์ยืนยันว่าจะยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำตัดสิน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันอังคารที่ 6 ก.พ. 2567 ศาลอุทธรณ์ระดับรัฐบาลกลางของสหรัฐฯ มีคำตัดสินว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ไม่มีเอกสิทธิ์คุ้มครองของประธานาธิบดี และสามารถถูกดำเนินคดีในข้อหา พยายามล้มล้างผลการเลือกตั้งประธานาธิบดี 2563 ได้

โดนัลด์ ทรัมป์ อ้างมาตลอดการพิจารณาคดีว่า เขามีเอกสิทธิ์คุ้มครองของประธานาธิบดี จากการถูกดำเนินคดีข้อหาอาชญากรรม เนื่องจากการกระทำของเขาในช่วงนั้น อยู่ภายใต้หน้าที่ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ศาลอุทธรณ์ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ปฏิเสธข้อโต้แย้งของนายทรัมป์อย่างสิ้นเชิง

“เราไม่สามารถยอมรับคำกล่าวอ้างของอดีตประธานาธิบดี ที่ว่าประธานาธิบดีมีอำนาจไร้ขอบเขตในการก่ออาชญากรรม ซึ่งอาจลบล้างการตรวจสอบอำนาจฝ่ายบริหารขั้นพื้นฐานที่สุด นั่นคือการยอมรับและบังคับใช้ผลการเลือกตั้ง” ผู้พิพากษา 3 คนของศาลอุทธรณ์ระบุในเอกสารคำตัดสิน

ในเวลาต่อมา นายสตีเวน ชอง โฆษกของนายทรัมป์ ออกแถลงการณ์ระบุว่า อดีตประธานาธิบดีขอแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างสุภาพต่อการตัดสินใจของศาลอุทธรณ์กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และจะยื่นอุทธรณ์คำตัดสิน

“หากสิทธิ์คุ้มครองไม่ถูกมอบให้แก่ประธานาธิบดี ประธานาธิบดีทุกคนในอนาคตที่ออกจากตำแหน่ง จะถูกพรรคฝ่ายค้านฟ้องดำเนินคดีในทันที” นายชองกล่าว “หากไม่มีสิทธิ์คุ้มครองโดยสมบูรณ์ ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาจะไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างที่ควรจะเป็น”

ถ้านายทรัมป์ยื่นอุทธรณ์ คดีนี้อาจถูกส่งไปถึงศาลสูงสุดซึ่งเป็นศาลชั้นสุดท้าย ที่ผู้พิพากษาศาลสูงสุดฝ่ายอนุรักษนิยมครองเสียงข้างมากเหนือกว่าฝ่ายเสรีนิยมอยู่ที่ 6 ต่อ 3 เสียง โดยนายทรัมป์ ผู้มาจากพรรคอนุรักษนิยมอย่าง รีพับลิกัน มีเวลาจนถึง 12 ก.พ.นี้ ในการยื่นอุทธรณ์

...

ทั้งนี้ นายทรัมป์กำลังเผชิญการฟ้องร้องดำเนินคดีในหลายข้อหา รวมถึงข้อหาสมรู้ร่วมคิดกับพวกเพื่อล้มล้างผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2563 และคดีฉ้อโกงขณะดำรงตำแหน่ง ซึ่งยื่นฟ้องโดยอัยการพิเศษ แจ็ก สมิธ

การไต่สวนคดีดังกล่าวเดิมทีจะเริ่มขึ้นในวันที่ 4 มี.ค.นี้ แต่กำหนดการถูกเลื่อนออกไปเพราะต้องรอการตัดสินคดีสิทธิ์คุ้มครองก่อน โดยการต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน หากคดีไปถึงศาลสูงสุด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc