นักวิชาการด้านต่างประเทศและความมั่นคง วิเคราะห์ท่าทีของนานาประเทศกับสงคราม "อิสราเอล-ฮามาส" เมื่อสถานการณ์ส่อแววยืดเยื้อ พร้อมแนะนำข้อปฏิบัติ สำหรับคนที่จะเดินทางไปต่างประเทศ
วันที่ 19 ต.ค. 2566 ใน "NewsRoom" รายการทอล์กคุยข่าวใหญ่ ทางไทยรัฐออนไลน์ ดำเนินรายการโดย คิงส์ พีระวัฒน์ อัฐนาค และ กาย พงศ์เกษม สัตยาประเสริฐ วันนี้เป็นการพูดคุยกันใน 2 ประเด็น คือ ปฏิกิริยาทั่วโลก หลังสงคราม อิสราเอล-ฮามาส ส่อยืดเยื้อ
รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร นักวิชาการด้านต่างประเทศและความมั่นคง ได้กล่าวถึงประเด็นท่าทีของประชากรโลกเกี่ยวกับสงคราม โดยกล่าวว่า ก็เป็นการยืนยันว่าอิสราเอล มีสิทธิเข้าไปปฏิบัติการทางทหาร ซึ่งจะเป็นระลอกที่ 3 เป็นการระดมกำลังอิสราเอลในหลายพื้นที่ เตรียมพร้อมส่งทหารราบเข้าไป ซึ่งอิสราเอลก็ปลดพันธนาการหลายอย่าง และได้รับการสนับสนุนหลายชาติ ซึ่งในช่วงที่ 4 ที่จะมีการกวาดล้าง หลายคนก็จะกลัวว่ามันจะมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ โดยคาดว่าจะมีทั้งหมด 5 ระลอก
...
โดยสงความครั้งนี้ มันกระจายไปทั่วโลก แต่เป็นครั้งแรก ที่เราเห็นว่ามีการใช้กำลังกับพลเรือนโดยตรง ก็เลยเกิดเป็นแรงต้าน ที่ชายยิวในสหรัฐฯ เข้าไปบุกในสภา เพื่อห้ามไม่ให้อิสราเอลลงมือเกินกว่าเหตุ และเราจะเห็นว่ากลุ่มที่ 3 คือคนที่ต้องการความสงบสุข หรือคนแบบเราๆ ที่ต้องการให้สงความมันยุติ ก็จะทำให้สถานการณ์คลี่คลายได้ และนำไปสู่การเรียกร้องให้อียิปต์เปิดพรมแดน ให้มีการลำเลียงเสบียงอาหาร ซึ่งเราก็มีความหวังว่า คนไทย และตัวประกันอาจจะปลอดภัย ซึ่งทั้งหมดเหล่านี้ ก็ยังมีสถานการณ์ที่แปรปรวน เราอาจจะต้องกลับไปสู่โต๊ะเจรจา และหาคนที่ทำผิดมาลงโทษทั้ง 2 ฝ่าย
สำหรับท่าทีโลกตะวันตก รศ.ดร.ปณิธาน เผยว่า ตนคิดว่ามี 2 ส่วน คือรัฐอาหรับส่วนใหญ่ ก็ยังสนับสนุนชาวปาเลสไตน์ กับการต่อสู้กับอิสราเอล แต่ในส่วนของการสนับสนุนฮามาส ก็เปลี่ยนไปเยอะ อาจจะทำให้ฮามาสเสียเปรียบในเรื่องของความชอบธรรม แต่ยุทธศาสตร์ของเขาก็ยังคล้ายเดิม คือให้อิสราเอลถอยออกไป และลดการใช้วิธีการตั้งรกรากของชาวยิว ซึ่งตรงนี้ต้องไปคุยกันใหม่
ส่วนสหรัฐฯ ก็ต้องสนับสนุนอิสราเอล และต้องการให้อิสราเอลเข้าไปแก้ปัญหาเรื่องของการบ่มเพาะอาวุธ แต่ไม่ต้องการให้ไปยึดครองพื้นที่ แต่เชื่อว่าทางอิสราเอลก็คงไม่กล้าที่จะเลยเถิด เพราะกลุ่มที่ 3 จะไม่เห็นว่ามีความชอบธรรมอะไร ที่จะต้องทำสงครามแบบนี้ โดยเฉพาะในไทยที่ไม่ใช่คู่สงคราม แต่ถูกดึงให้กลายเป็นคู่กรณี ที่มีผู้เสียหายจำนวนมาก
สำหรับท่าทีของชาติตะวัน มันจะเกิดข้อจำกัด และการชะงัก ในการเจรจาหลายอย่างก็จะไปติดกับดักพอสมควร ซึ่งมันจะเป็นปัญหาตามมาอีกว่า ใครจะต้องจ่ายค่าเสียหาย ใครเป็นผู้กระทำความผิด แต่สุดท้ายก็จะมีการแนะแนวทางสันติภาพ และผลักดันเพื่อเดินหน้าสู่การค้าขายเหมือนเดิม
ส่วนในเรื่องของการประเมินสถานการณ์ในเชิงการทหาร การที่อิสราเอลดำเนินหากำลังมาได้มาก ภาคพื้นดินหน้าจะได้เปรียบ ทางฮามาสก็คงไม่กล้าปะทะ อาจจะหนีไปพร้อมกับตัวประกัน ซึ่งในตอนนี้อิราเอลจะเปรียบมาก ยกเว้นมันลุกลามไปถึงอิหร่าน ซาอุฯ ที่มีกำลังขนาดใหญ่ ซึ่งเราต้องระวังอย่างให้ไปกระทบ
สำหรับเรื่องที่มีการเปิดเส้นทาง ช่วยเหลือส่งรถบรรทุกเข้าไป อันนี้เป็นก้าวสำคัญว่า ความช่วยเหลือสามารถเข้าไปได้ ลดความกดดัน และความสูญเสีย โดยการนำพลเมืองบางส่วนเข้าไปในอียิปต์ สุดท้ายพอกันคนออกจากพื้นที่สู้รบได้ ก็อาจจะมีการเจรจาได้ง่ายขึ้น หรือการต่อสู้กันได้โดยไม่มีพลเรือน มันก็จะยุติได้เร็ว
เมื่อถามถึงบริเวณเลบานอน รศ.ดร.ปณิธาน กล่าวว่า หากไปประทบตรงนั้น ก็จะเป็นจุดอ่อนไหวมาก เพราะทางอิสราเอลเคยต้องถอนกองกำลังมาแล้ว ซึ่งก็ดีที่ทางอิสราเอลได้ส่งทหารไปตรึงกองกำลังไว้แล้ว แต่เรื่องเหล่านี้ยังประมาทไม่ได้ และกรณีการเป็นตัวประกัน โดยพื้นฐานทั่วไปเนื่องจากไทยเราไม่มีความขัดแย้ง หรือเป็นเป้าโดยตรงก็น่าจะไม่ถึงขนาดนั้น
...
แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า การเรามีการจับกลุ่มผู้ก่อการร้ายในไทย ก็เป็นไปได้ที่คนพวกนี้จะได้มีการใช้ประเทศไทยเป็นแหล่งกบดานเป็นระยะๆ แต่ไทยก็มีการจัดการที่ซับซ้อนนุ่มนวล จึงคิดว่าน่าจะไม่ได้เป็นเป้า แต่หากสถานการณ์เข้มข้น ก็อาจจะกระทบกับไทยในทางอ้อม
เพราะขนาดมาเลเซียก็ยังยกระดับความมั่นคงเลย ทั้งที่เขามีความสัมพันธ์อันดีกับฮามาส สุดท้ายแล้ว เราต้องผลักดันให้คนไทยปลอดภัย และจัดระบบใหม่ที่ช่วยเหลือคนไทยให้ปลอดภัยกว่านี้ แต่ทั้งหมดเหล่านี้ ต้องคุยกันหลังจากสงครามจบลง
เมื่อถามถึงการช่วยเหลือตัวประกัน รศ.ดร.ปณิธาน กล่าวว่า แม้จะบอกว่าไทยทำทุกทางแล้ว แต่หลายประเทศเขาชัดเจนกว่านี้แล้ว เพราะฉะนั้น หากทางการไทยติดต่อ หรือพูดคุยได้มากกว่านี้ ก็น่าจะมาบอกคนไทย หรือครอบครัวเขาให้มากกว่านี้ ต้องเดินหน้า ก่อนปฏิบัติการบางอย่างจะเกิดขึ้น
ซึ่งหากให้คำนวณสถานการณ์สงคราม หากอิสราเอลตั้งใจเข้าไปกวาดล้างจริงๆ ก็ต้องขึ้นอยู่ระลอกที่ 4 ถ้าฮามาสยอมแพ้ หรือแลกเปลี่ยนตัวประกัน และหลบหนีทิ้งที่มั่น สถานการณ์ก็จะจบเร็ว แต่หากมีการต่อสู่จนกลายเป็นสงครามในกองโจร ก็อาจจะยืดเยื้อ แต่สุดท้ายก็ต้องเข้าสู่โต๊ะเจรจากัน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุอีก ซึ่งก็หวังว่ามันจะไม่ยืดเยื้อ เหมือนสงครามรัสเซียยูเครน
...
สำหรับเรื่องอุโมงค์ของฮามาส นอกจากจะเป็นจุดยากแล้ว ยังเป็นจุดพลาดด้วย เพราะถ้าเข้าไปแล้วหาได้ไม่หมด ฮามาสหนีออกไป แล้วมีการโจมตีอีก ก็อาจจะใช้เวลานานไปอีก ซึ่งเรื่องเหล่านี้ก็คงจะต้องดู เพราะเขาได้เทคโนโลยีการขุดอุโมงค์สมัยใหม่มาด้วย
แต่อย่างไรก็ตาม แม้เรื่องจะจบลงที่โต๊ะเจรา ความหวาดระแวงของระหว่าง 2 ประเทศ ก็จะเพิ่มมากขึ้น มันอาจจะต้องใช้อีกหลายชั่วอายุคน เพราะเหยื่อในฉนวนกาซา อาจจะมีความโกรธแค้น และถูกดูดไปเป็นกำลังรุ่นใหม่ ซึ่งเรื่องนี้ก็เริ่มปะทุเป็นจุดๆ แล้ว ในพื้นที่สงบๆ ตอนนี้ก็เริ่มมีการต่อต้านขึ้นแล้ว แสดงว่าเรื่องเหล่านี้ มันกระจายตัวไปแล้ว ซึ่งก็ต้องหาทางบริหารจัดการ
สำหรับคนที่จะเดินทางไปต่างประเทศ ควรระวังเพิ่มขึ้น อย่าประมาทเด็ดขาด เพราะทุกอย่างจะปลอดภัย แต่อย่าไปเป็นเหยื่อของความรุนแรง อย่าไปกลัวการใช้ชีวิต เพราะมันจะเป็นการโจมตี ที่กลุ่มคนก่อความรุนแรงได้ทำให้เราหวาดกลัว สุดท้ายก็ต้องให้เจ้าหน้าที่รับมือกับสถานการณ์ได้ดีขึ้น
เมื่อถามถึงผลกระทบกับประเทศไทย รศ.ดร.ปณิธาน กล่าวว่า สำหรับการเดินทางท่องเที่ยวในระยะสั้น อาจจะได้ผลกระทบรุนแรง ส่วนเรื่องของพลังงาน และอาหารก็จะลดการผลิตลง ทำให้ค่าพลังงานในยุโรปขึ้นไปหลายเปอร์เซ็นต์ แต่ประเทศไทยก็อาจจะขายสินค้าเกษตรได้ดีขึ้น
...
ซึ่งหากสถานการณ์ไม่บานปลาย ก็จะกลับมาคืนได้เร็ว แต่ในระยะยาว ก็ต้องระวังเรื่องของการเลือกข้าง ที่อาจจะส่งผลกระทบ เพราะฉะนั้นหากรัฐบาล จะแถลงการณ์อะไรก็ต้องให้มันครบถ้วน ถึงแม้ในที่สุดจะต้องเลือกข้าง ก็ต้องรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกๆ ฝ่าย.
อย่างไรก็ตาม ติดตาม "NewsRoom" สดทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 18.30-19.30 น. ทางยูทูบไทยรัฐออนไลน์ และเฟซบุ๊กไทยรัฐออนไลน์.