- การสู้รบในอิสราเอลและกลุ่มฮามาสดูท่าว่าจะยืดเยื้อ ซึ่งคนที่ต้องรับกรรมมากที่สุดก็หนีไม่พ้นประชาชนตาดำๆ ที่ไม่มีที่ไป โดยหลายหน่วยงานเริ่มแสดงความเป็นห่วงในเรื่องสวัสดิภาพของพลเรือน และสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนที่จะตามมาหลังจากนี้ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป
- จากการประเมินสถานการณ์การสู้รบในฉนวนกาซา คาดว่าประชาชนที่ติดอยู่ในพื้นที่สงครามเวลานี้จะต้องเผชิญกับหายนะรอบด้าน ในแบบที่แทบจะจินตนาการไม่ถึง ในอีกไม่กี่วันข้างหน้าแน่นอน
หลังจากที่กลุ่มฮามาสเปิดปฏิบัติการโจมตีแบบฟ้าผ่าในอิสราเอลช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้อิสราเอลออกมาตอบโต้กลับอย่างหนักหน่วงเพื่อปกป้องดินแดนของตนเอง โดยมีการระดมกำลังทั้งทางบกทางอากาศรวมทั้งทางทะเล โจมตีกลับไปยังฉนวนกาซา ไม่เว้นแม้แต่พื้นที่พักอาศัย รวมทั้งค่ายผู้อพยพที่โดนถล่มพังราบ มีผู้บาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก
โดยจนถึงวันอังคาร (10 ต.ค.) มีชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาเสียชีวิตมากกว่า 700 คน ในจำนวนนี้เป็นเด็กกว่า 100 คน ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขในกาซารายงานว่ามีผู้บาดเจ็บเกือบ 4,000 คน
หน่วยงานและองค์กรที่ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย รายงานว่าการสู้รบได้ทำลายระบบจ่ายน้ำประปา ระบบอำนวยความสะดวกด้านสุขอนามัย กระทบต่อประชาชนกว่า 400,000 คน และยิ่งในตอนนี้ที่อิสราเอลเริ่มเพิ่มแรงกดดันชาวปาเลสไตน์ในกาซามากขึ้น เพื่อหวังให้กลุ่มฮามาสยอมจำนน ยิ่งส่งผลต่อสวัสดิภาพของประชาชนราว 2.3 ล้านคนอย่างเลี่ยงไม่ได้
โดยนายโยอัฟ กันลันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของอิสราเอล ได้สั่งการให้ปิดล้อมฉนวนกาซาอย่างสมบูรณ์ ด้วยการเตรียมตัดไฟฟ้า การขนส่งพลังงาน และอาหาร โดยประณามชาวปาเลสไตน์เป็นพวกป่าเถื่อน โดยการปิดล้อมเช่นนี้เป็นการส่งสัญญาณว่า อิสราเอลจะเดินหน้ารุกคืบเข้ามาแน่นอน เพราะล่าสุดทั้งรถถังและกองกำลังอิสราเอล ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ เยอรมนี ฝรั่งเศส และอังกฤษ ได้มาจ่อรออยู่ที่บริเวณพรมแดนฉนวนกาซาแล้ว ทำให้บรรดากลุ่มนักสิทธิมนุษยชนต่างแสดงความกังวลว่าการสู้รบครั้งนี้ ประชาชนทั้งหมดของกาซาจะกลายเป็นผู้รับกรรม
...
โอมาร์ ชากีร์ ผู้อำนวยการกลุ่มฮิวแมนไรต์วอตช์ประจำอิสราเอลและปาเลสไตน์ระบุถึงการกระทำของทั้งสองฝ่ายว่า "การฆ่าพลเรือนโดยเจตนา การจับตัวประกัน และการลงโทษโดยไม่เฉพาะเจาะจงเป็นอาชญากรรมที่ชั่วร้ายที่ไร้เหตุผล ขณะที่การโจมตีที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและการปราบปรามอย่างเป็นระบบ ที่เกิดขึ้นในภูมิภาคนี้มานานหลายทศวรรษจะยังคงดําเนินต่อไป ตราบใดที่สิทธิมนุษยชนและความรับผิดชอบถูกละเลย"
แจน เอคแลนด์ เลขาธิการกลุ่มช่วยเหลือสภาผู้ลี้ภัยนอร์เวย์ เตือนว่า การปิดล้อมของอิสราเอลอาจจะกลายเป็นหายนะอย่างที่สุดของชาวปาเลสไตน์ในกาซาก็ได้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการลงโทษแบบเหมารวมเป็นการละเมิดกฎหมายนานาชาติอยู่แล้ว แต่ถ้าหากมันนำไปสู่การบาดเจ็บและล้มตายของเด็กๆ เนื่องจากโรงพยาบาลไม่มีพลังงาน ไฟฟ้า หรือขาดแคลนอุปกรณ์ต่างๆ นั่นอาจจะนับเป็นการก่ออาชญากรรมสงครามด้วย
ไม่มีสถานที่พักพิงที่ปลอดภัย
องค์การสหประชาชาติเพิ่งรายงานว่าการโจมตีของอิสราเอล ได้ทำลายบ้านเรือนไปกว่า 790 หลัง และสร้างความเสียหายให้แก่อาคารต่างๆ อีกกว่า 5,330 แห่ง นอกจากนี้ พลเรือนในกาซาอีกกว่า 187,000 คน จากพลเมืองทั้งหมด 2.3 ล้านคน ต้องอพยพหนีภัยสงคราม ซึ่งนับว่าเป็นการอพยพหนีภัยสงครามจำนวนมากที่สุด นับตั้งแต่การสู้รบกับอิสราเอลเมื่อปี 2014 ที่มีประชาชนต้องอพยพออกจากที่พักอาศัยถึง 400,000 คน
โดยในเขตกาซาไม่มีที่พักพิงใดที่จะหลบระเบิดได้ ชาวบ้านที่ต้องออกจากบ้านของตัวเอง ไม่มีที่จะให้ไปพักอาศัยหลบภัย ยกเว้นตามโรงเรียนของ UNRWA ซึ่งเป็นหน่วยงานของสหประชาชาติ ที่สนับสนุนการบรรเทาและ การพัฒนามนุษย์ ของผู้ลี้ภัยชาวปาเลสไตน์ ที่มีอยู่ 83 แห่ง โดยจนถึงวันจันทร์ที่ผ่านมา ยูเอ็นรายงานว่า มีชาวปาเลสไตน์ที่ไปพักอาศัยตามโรงเรียนเหล่านี้รวมแล้วราว 137,000 คน อย่างไรก็ตาม พบว่ามีโรงเรียนของ UNRWA ที่ได้รับความเสียหายจากการโจมตีแล้ว 4 แห่ง ซึ่งเท่ากับว่าไม่มีที่ที่ปลอดภัยในกาซาอีกต่อไป
อาหารและน้ำกำลังจะหมดลง
UNRWA คาดว่า จะเกิดภาวะขาดแคลนน้ำดื่มอย่างรุนแรงในกาซา จากการประกาศปิดล้อมเมืองโดยทหารอิสราเอล โดยขณะนี้หน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนต่างๆ พยายามจัดหาอาหารและน้ำดื่มผ่านทางเมืองราฟาห์ โดยทางเวิลด์ ฟู้ด โปรแกรม ได้ส่งขนมปัง และอาหารกระป๋องให้แก่ประชาชนที่พักพิงอยู่ในโรงเรียนของยูเอ็นแล้ว
จากคำบอกเล่าของชาวบ้านในพื้นที่ พบว่าตลาดท้องถิ่นยังคงเปิดขายของอยู่ แต่ของใช้ที่จำเป็นเช่นแป้ง น้ำตาลกำลังหมดลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากตัวพ่อค้าแม่ค้าเองก็ไม่สามารถติดต่อกับเกษตรกรได้เนื่องจากเกรงอันตราย มีเพียงผลไม้และผักที่สต๊อกไว้บางส่วนที่นำมาออกขายได้
...
โรงพยาบาลและศูนย์การแพทย์ตกเป็นเป้าโจมตี
โฆษกกระทรวงสาธารณสุขของกาซาระบุว่า การโจมตีของอิสราเอลมีการพุ่งเป้าไปที่โรงพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ด้วย โดยมีบุคลากรทางการแพทย์เสียชีวิตจากเหตุสู้รบแล้วอย่างน้อย 6 ศพ และบาดเจ็บอีก 4 คน ขณะที่โรงพยาบาล 8 แห่ง ได้รับความเสียหายจากการโจมตี และรถพยาบาลอีก 9 คันที่ได้รับความเสียหายด้วย ทำให้กระทรวงสาธารณสุขของปาเลสไตน์ได้ออกมาเรียกร้องให้อิสราเอลเปิดทางสำหรับการลำเลียงยาและเวชภัณฑ์อย่างเร่งด่วน เพื่อให้สามารถส่งต่อความช่วยเหลือแก่ผู้บาดเจ็บและผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลต่างๆ ได้ทั่วถึงตามหลักมนุษยธรรม
ไอยมาน อัล ดยารูชา แพทย์ไร้พรมแดน ระบุว่า ตอนนี้โรงพยาบาลเต็มไปด้วยคนเจ็บและคนป่วย แต่เรากลับขาดแคลนยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์ แม้แต่ไฟฟ้าและเครื่องปั่นไฟก็ไม่มีสำรองเพียงพอ โดยขณะนี้สภาเสี้ยววงเดือนแดงได้ทยอยส่งความช่วยเหลือด้านการแพทย์ไปยังกาซาผ่านเมืองราฟาห์แล้วบางส่วน
ระบบไฟฟ้าเหลือใช้เพียง 2 วัน
เนื่องจากในตอนนี้แหล่งพลังงานไฟฟ้าของกาซา เหลือเพียงพลังงานจากโรงไฟฟ้าเพียงแหล่งเดียว ทำให้คาดการณ์ว่าเชื้อเพลิงที่จะนำมาใช้ผลิตไฟฟ้าน่าจะหมดในอีกไม่กี่วันข้างหน้า และหากไฟฟ้าดับย่อมกระทบโดยตรงต่อโรงพยาบาลและระบบประปาด้วยเช่นกัน โดย 2 วันที่ผ่านมา กาซาก็จ่ายไฟฟ้าเพียงแค่ 4 ชั่วโมงต่อวันเท่านั้น และหากไม่มีการขนส่งเชื้อเพลิงสำหรับผลิตกระแสไฟฟ้าความเสียหายที่ตามมาย่อมไม่ได้เกิดกับแค่ชาวบ้านทั่วไปเท่านั้น เพราะโรงพยาบาลที่เป็นหัวใจหลักในยามสงครามจะเจอผลกระทบหนักที่สุด
ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องของระบบสื่อสารซึ่งจะถูกตัดขาดตามมา จนทำให้คนในพื้นที่สงครามไม่สามารถติดต่อกับโลกภายนอกได้อีกต่อไป โดยมีรายงานว่าอิสราเอลได้โจมตีบริษัทโทรคมนาคมเอกชนของปาเลสไตน์ไปก่อนหน้านี้ ทำให้โทรศัพท์ภาคพื้นไม่สามารถติดต่อได้ เช่นเดียวกับอินเทอร์เน็ต และเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ จนคนในพื้นที่กำลังถูกตัดขาดจากโลกภายนอกออกไปเรื่อยๆ ซึ่งหากสงครามครั้งนี้ยิ่งยืดเยื้อออกไป นอกจากสิทธิมนุษยชนของประชาชนตาดำๆ ที่จะถูกละเมิดแล้ว แม้แต่ความหวังที่จะมีสิทธิขั้นพื้นฐานในการดำรงชีวิตก็คงเป็นไปได้ยากเช่นเดียวกัน.
...
ผู้เขียน : อาจุมมาโอปอล
ที่มา : อัลจาซีรา, สเตรทไทมส์
คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ "สงครามอิสราเอล"