• รัฐบาลแคนาดาประกาศสอบสวนกรณีการสังหารผู้นำกลุ่มแบ่งแยกดินแดนชาวซิกข์ โดยกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองของรัฐบาลอินเดียมีส่วนเกี่ยวข้อง 
  • ความตึงเครียดระหว่างอินเดียและแคนาดาปะทุขึ้นทันที ทำให้อินเดียตอบโต้กลับด้วยการขับไล่นักการทูตแคนาดา และระงับการออกวีซ่าให้กับพลเมืองแคนาดาอย่างไม่มีกำหนด
  • แม้ความตึงเครียดจะเริ่มลุกลาม จนบางส่วนมองว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสองชาติอยู่ในจุดต่ำสุด แต่นักวิชาการเชื่อว่า จะสามารถกู้คืนมาได้ และชาติตะวันตกจะไม่หันหลังจากอินเดีย

แคนาดาและอินเดียถือเป็นสองประเทศที่มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมายาวนาน อย่างไรก็ดี ในช่วงไม่กี่วันมานี้ ดูเหมือนว่าความสัมพันธ์อันดีจะกลับกลายเป็นความตึงเครียด ซึ่งนักวิชาการมองว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสองชาติได้เข้าสู่จุดที่ต่ำที่สุด

เกิดอะไรขึ้นระหว่างอินเดียและแคนาดา และชนวนใดที่นำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างแคนาดาและอินเดีย บทความนี้จะพาไปย้อนเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา

ย้อนเหตุการณ์ในรอบ 1 สัปดาห์

...

ความตึงเครียดระหว่างอินเดียและแคนาดา เริ่มขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ 18 ก.ย. 2566 นายจัสติน ทรูโด นายกรัฐมนตรีแคนาดา เปิดเผยต่อรัฐสภาว่า หน่วยความมั่นคงของแคนาดากำลังสอบสวนกรณีการสังหารนายฮาร์ดีพ ซิงห์ นิจจาร์ (Hardeep Singh Nijjar)ผู้นำกลุ่มแบ่งแยกดินแดนชาวซิกข์เชื้อสายแคนาดา

ซึ่งนายทรูโด กล่าวว่า มีข้อกล่าวหาที่น่าเชื่อถือว่ามีเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองของรัฐบาลอินเดียมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสังหารนี้ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลอินเดียให้ความร่วมมือในการสอบสวน

นายทรูโดได้แจ้งถึงความกังวลนี้โดยตรงกับนายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย ระหว่างการพบกันในช่วงประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่ม G20 ที่กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย

นายกฯ แคนาดาประกาศว่า "การมีส่วนร่วมใดๆ ของรัฐบาลต่างประเทศในการสังหารพลเมืองแคนาดา บนแผ่นดินแคนาดา ถือเป็นการละเมิดอธิปไตยของประเทศอย่างไม่อาจยอมรับได้"

นอกจากเปิดการสอบสวนกรณีการสังหารนายนิจจาร์แล้ว รัฐบาลแคนาดายังได้ขับไล่นักการทูตอินเดียคนหนึ่งซึ่งเป็นหัวหน้าหน่วยข่าวกรองภายนอกประเทศของอินเดีย ประจำแคนาดา จากข้อกล่าวหานี้

ในขณะที่ทางการอินเดียได้ปฏิเสธข้อกล่าวหานี้ และกล่าวถึงข้อกล่าวหาดังกล่าวว่า “ไร้สาระ และมีจูงใจ” ด้วยเหตุนี้ อินเดียจึงตอบโต้ด้วยการประกาศขับไล่ข้าหลวงใหญ่แคนาดา ประจำกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย ออกจากประเทศภายใน 5 วัน ซึ่งการขับไล่เกิดขึ้นในวันที่ 19 ก.ย. 2566

ต่อมา ความตึงเครียดระหว่างสองชาติลุกลามถึงขั้นที่กระทรวงการต่างประเทศของอินเดีย ออกคำเตือนให้ชาวอินเดียที่อาศัยอยู่ หรือจะเดินทางไปประเทศแคนาดา “ต้องระมัดระวังตัวอย่างสูงสุด” จากเหตุอาชญากรรมที่มาจากความเกลียดชังทางการเมือง และขบวนการต่อต้านอินเดียในประเทศแคนาดากำลังเพิ่มสูงขึ้น หลังพบการคุกคามที่พุ่งเป้ามาที่นักการทูตอินเดีย และชาวอินเดีย

เมื่อวันที่ 21 ก.ย. 2566 อินเดียก็ได้สั่งระงับออกวีซ่าให้แก่พลเมืองชาวแคนาดาโดยไม่มีกำหนด และกระทรวงการต่างประเทศอินเดียให้เหตุผลถึงการระงับออกวีซ่าว่าเกี่ยวข้องกับ “ภัยคุกคามด้านความปลอดภัย”

นอกจากนี้ การเจรจาข้อตกลงทางการค้าระหว่างสองประเทศก็ถูกระงับด้วย โดยรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ของอินเดีย ให้เหตุผลว่าเกิดจากปัญหา “ที่น่ากังวลอย่างยิ่ง”

และล่าสุด อินเดียก็ได้เรียกแคนาดาว่าเป็น "ที่หลบภัยของผู้ก่อการร้าย"

โดยโฆษกกระทรวงต่างประเทศอินเดีย แถลงเมื่อวันที่ 22 ก.ย. ว่า ประเทศแคนาดากำลังมีชื่อเสียงเพิ่มขึ้นในฐานะประเทศที่ให้ที่หลบซ่อนแก่ผู้ก่อการร้าย กลุ่มหัวรุนแรง และอาชญากร

...

กรณีสังหารนายฮาร์ดีพ ซิงห์ นิจจาร์

นายฮาร์ดีพ ซิงห์ นิจจาร์ ถูกลอบยิงเสียชีวิตเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2566 บริเวณด้านนอกวัดซิกข์ ในเมืองเซอร์เรย์ รัฐบริติชโคลัมเบีย การเสียชีวิตของนายนิจจาร์ นำมาซึ่งความโกรธในหมู่ชาวซิกข์ พร้อมกับแรงกดดันที่ถูกส่งไปยังรัฐบาลแคนาดา

ก่อนหน้านี้ นายนิจจาร์ถูกทางการอินเดียขึ้นบัญชีผู้ก่อการร้ายในปี 2563 จากการที่เขาถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังกองกำลัง Khalistan Tiger Force (KTF) ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธ เรียกร้องการแบ่งแยกดินแดน และตั้งรัฐชาวซิกข์ ซึ่งถูกสั่งแบนในประเทศอินเดีย และมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความรุนแรงหลายเหตุการณ์ อาทิ การวางระเบิดในโรงภาพยนตร์ ในรัฐปัญจาบ เมื่อปี 2550 ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 6 ราย

นอกจากนี้เขายังถูกกล่าวหาว่าได้สร้างค่ายผู้ก่อการร้ายในรัฐบริติชโคลัมเบีย โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อโจมตีประเทศอินเดีย

นายนิจจาร์เป็นชาวซิกข์ที่เกิดในรัฐปัญจาบ ประเทศอินเดีย ก่อนที่จะย้ายมาแคนาดาในปี 2540 เขาได้ตั้งถิ่นฐานอยู่ในรัฐบริติชโคลัมเบีย และได้รับสัญชาติแคนาดาในปี 2550

ตั้งแต่ย้ายมาแคนาดา เขาเป็นที่รู้จักในฐานะผู้สนับสนุนการก่อตั้งรัฐคาลิสถาน รัฐเอกราชของชาวซิกข์ที่แยกตัวออกจากอินเดีย ซึ่งชาวซิกข์ถือเป็นชนกลุ่มน้อยทางศาสนาในอินเดีย หรือคิดเป็น 2% ของประชากรอินเดีย

ก่อนที่นายนิจจาร์จะถูกสังหาร เขาได้วางแผนที่จะจัดทำประชามติอย่างไม่เป็นทางการเพื่อสอบถามชาวซิกข์ในรัฐบริติชโคลัมเบียเกี่ยวกับการตั้งรัฐเอกราชของชาวซิกข์ในอินเดีย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์ระดับโลกโดยกลุ่ม Sikhs for Justice ที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่สหรัฐฯ และแน่นอนว่าองค์กรนี้ถูกห้ามในอินเดีย

...

ทั้งนี้ แคนาดาถือเป็นประเทศที่มีชาวซิกข์อาศัยอยู่มากที่สุดในโลกรองจากอินเดีย ด้วยจำนวนประชากรราว 780,000 คน หรือมากกว่า 2% ของประชากรทั้งหมดในแคนาดา

การที่แคนาดามีชาวซิกข์อาศัยอยู่จำนวนมากเป็นผลพวงจากการที่แนวคิดและการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องตั้งรัฐเอกราชของชาวซิกข์ขยายตัวมากขึ้นในอินเดีย จนนำไปสู่เหตุการณ์นองเลือดรัฐปัญจาบในช่วงทศวรรษ 2520 ทำให้รัฐบาลอินเดียปราบปรามอย่างหนัก และมีชาวชิกข์เสียชีวิตจำนวนมาก

ด้วยเหตุนี้ชาวซิกข์จำนวนมากจึงได้อพยพออกนอกประเทศ โดยมีจุดหมายปลายทางหลัก 3 ประเทศ ได้แก่ แคนาดา ออสเตรเลีย และสหราชอาณาจักร ซึ่งการเคลื่อนไหวในปัจจุบันก็มาจากชาวซิกข์พลัดถิ่นเป็นหลัก

เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา อินเดียได้ยื่นหนังสือร้องเรียนอย่างเป็นทางการต่อทางการแคนาดา เกี่ยวกับปัญหาความปลอดภัยของทูตของพวกเขา จากความกังวลเกี่ยวกับขบวนการเคลื่อนไหวของชาวซิกข์พลัดถิ่น

ท่าทีจากนานาชาติ

ข้อกล่าวหาของแคนาดาเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากที่ประเทศอินเดียเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดผู้นำโลก G20 ระหว่างวันที่ 9-10 ก.ย. 2566 ที่กรุงนิวเดลี ซึ่งในการประชุมครั้งนี้ก็มีผู้นำจากชาติมหาอำนาจ อาทิ นายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ริชี ซูแน็ก นายกรัฐมนตรีอังกฤษ และนายแอนโทนี อัลบาเนซี ของออสเตรเลีย

...

ซึ่งแต่ละประเทศที่กล่าวไปข้างต้นล้วนเป็นประเทศที่มีชาวซิกข์อาศัยอยู่จำนวนมาก แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องการมีความสัมพันธ์อันดีกับอินเดีย เพื่อสกัดกั้นอำนาจของจีนที่เพิ่มมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม พันธมิตรทั้งสามชาติของแคนาดา อันประกอบด้วย สหรัฐฯ อังกฤษ และออสเตรเลีย ต่างก็ออกแถลงการณ์สนับสนุนนายทรูโด ในการเปิดเผยความกังวลเกี่ยวกับกรณีการสังหารนายนีจาร์ต่อสาธารณะ

ทำเนียบขาวกล่าวว่า พวกเขามีความกังวลอย่างมากต่อข้อกล่าวหานี้ และเสริมว่า เป็นเรื่องสำคัญที่การสอบสวนของทางการแคนาดาจะต้องดำเนินต่อไป และผู้กระทำผิดจะต้องถูกนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

เมื่อวันที่ 22 ก.ย. 2566 สำนักข่าวไฟแนนเชียลไทม์ส รายงานว่า ระหว่างการประชุม G20 ผู้นำหลายชาติ รวมทั้งนายไบเดน ได้แสดงความกังวลต่อข้อกล่าวหาโดยตรงกับนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดีของอินเดีย

ขณะที่โฆษกของรัฐมนตรีต่างประเทศออสเตรเลีย ก็กล่าวว่าออสเตรเลีย “มีความกังวลอย่างยิ่ง” ต่อข้อกล่าวหานี้เช่นเดียวกัน

ในส่วนของรัฐบาลอังกฤษ โฆษกของนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า “เป็นเรื่องถูกต้อง” ที่ทางการกำลังสอบสวนข้อกล่าวหาดังกล่าว แต่ทั้งนี้อังกฤษจะไม่ขอก้าวล่วงไปในกิจกรรมนี้

อนึ่ง แคนาดาเป็นหนึ่งในพันธมิตรไฟฟ์อายส์ (Five Eyes) ซึ่งเป็นกลุ่มความร่วมมือระหว่างประเทศประชาธิปไตยที่พูดภาษาอังกฤษ 5 ประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและข่าวกรองลับ ประกอบด้วย สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และแคนาดา 

มุมมองของนักวิชาการต่อความตึงเครียดระหว่างอินเดีย-แคนาดา

นายไมเคิล คูเกลมัน ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียใต้ที่ Wilson Center กล่าวว่า ถึงแม้ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างอินเดียและแคนาดา ณ ตอนนี้ ดูเหมือนจะอยู่ “จุดต่ำสุด” แต่ความสัมพันธ์ “สามารถกู้คืนมาได้” เนื่องจากประเทศแคนาดามีการลงทุนในอินเดียจำนวนมาก อีกทั้งยังมีชาวอินเดียพลัดถิ่นจำนวนมากอาศัยอยู่ในแคนาดา และในภาพรวม ความสัมพันธ์ระดับประชาชนยังมีความเข้มแข็ง

แต่ในความเป็นจริงก็ต้องยอมรับว่า ความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียและแคนาดาก็ไม่ได้ดูดีขนาดนั้นมาหลายปีแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นผลจากประเด็นการเรียกร้องเอกราชของชาวซิกข์พลัดถิ่น แต่ทั้งนี้ ความสัมพันธ์ของทั้งสองชาติก็ยังถือว่าอยู่ในระดับดี จนกระทั่งเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา

ขณะที่นายฮาร์ช ปันต์ จาก Observer Research Foundation ประจำกรุงนิวเดลี กล่าวว่า ความตึงเครียดระหว่างแคนาดาและอินเดียในครั้งนี้ “ค่อนข้างเกินปกติ” เนื่องจากเขามองว่าประเทศที่เป็นมิตรกันจะไม่ทำเช่นนี้ และเขาไม่เห็นประโยชน์ใดจากการที่แคนาดากล่าวหาอินเดีย

นายคูเกลมันกล่าวเพิ่มเติมว่า ความตึงเครียดระหว่างแดนาคาและอินเดีย แสดงให้เห็นว่า อินเดียเป็นประเทศที่ไม่ฝักฝ่ายใด แต่ก็พยายามรักษาสมดุลระหว่างกลุ่มประเทศซีกโลกใต้ และชาติตะวันตก ซึ่งการที่อินเดียวางตัวเช่นนี้ ย่อมมีความเป็นไปได้ที่ประเทศจะเกิดวิกฤติด้านความสัมพันธ์กับชาติอื่นๆ

นอกจากนี้ นักวิชาการบางส่วนยังมองว่า แม้ชาติตะวันตกจะมองว่าอินเดียมีความสำคัญต่อการถ่วงดุลอำนาจกับจีน แต่ก็เริ่มมีความกังวลเพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับทิศทางการเมืองของนายโมดี โดยเฉพาะประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน และการโจมตีชนกลุ่มน้อยในอินเดีย นับตั้งแต่รัฐบาลของนายโมดีขึ้นสู่อำนาจ

แต่ทั้งนี้ นักวิชาการเชื่อว่า ความตึงเครียดระหว่างอินเดียและแคนาดาจะไม่รุนแรงถึงขั้นทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียและชาติตะวันตกต้องหยุดลง และจะไม่ส่งผลกระทบต่อการขับเคลื่อนด้านยุทธศาสตร์ระหว่างอินเดียและชาติตะวันตก หรือทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ หันหลังออกจากอินเดีย

ผู้เขียน : สุวินี โชติวินิจกุล

ที่มา : BBC 1 2, CNNAljazeera