พื้นที่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของออสเตรเลียเผชิญกับคลื่นความร้อนรุนแรงจนเกิดความเสี่ยงไฟป่า ส่งผลให้ทางการประกาศห้ามจุดไฟทุกชนิดในรอบเกือบ 3 ปี

ทางการนครซิดนีย์ประกาศห้ามจุดไฟทุกประเภทเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 3 ปี พร้อมสั่งปิดโรงเรียน หลังจากพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของออสเตรเลียเผชิญกับคลื่นความร้อนรุนแรง จนเกิดความเสี่ยงที่จะเกิดไฟป่า นอกจากนี้ยังมีคำสั่งปิดโรงเรียน 21 แห่ง ส่วนใหญ่อยู่ทางตอนใต้ของรัฐนิวเซาท์เวลส์ด้วย

โดยหลายพื้นที่ของออสเตรเลียเผชิญกับคลื่นความร้อนผิดปกติติดต่อกันเป็นวันที่ 5 แล้ว และคาดว่าจะยังต้องเผชิญกับสภาพอากาศเช่นนี้ไปจนถึงวันพุธ โดยอุณหภูมิสูงสุดอยู่ที่ 16 องศาเซลเซียส ซึ่งนับว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยในเดือนกันยายน ส่วนนครซิดนีย์อุณหภูมิทำลายสถิติสูงสุดในเวลากลางวันอยู่ที่กว่า 30 องศาเซลเซียส ติดต่อกันเป็นวันที่ 5

ขณะนี้หลายๆ พื้นที่ต่างเตือนภัยให้เฝ้าระวังไฟป่าในระดับสูง เนื่องจากมีกระแสลมแรงกับอากาศแล้งที่อาจจะทำให้เกิดการะปะทุของไฟได้ง่าย และขอให้ประชาชนช่วยกันดูแลบ้านเรือนตัวเอง เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดไฟป่า

...

โดยจนถึงขณะนี้มีเจ้าหน้าที่ดับเพลิงกว่า 500 นาย รวมทั้งเจ้าหน้าที่หน่วยฉุกเฉิน พยายามที่จะควบคุมไฟป่า 61 จุด ทั่วรัฐนิวเซาท์เวลส์ โดยมี 13 จุดที่ยังควบคุมไม่ได้

ทั้งนี้ในวันอังคารนครซิดนีย์น่าจะมีอุณหภูมิสูงสุดถึง 34 องศาเซลเซียส ซึ่งน้อยกว่าสถิติสูงสุดในเดือนกันยายน ในปี 1965 อยู่ที่ 34.6 องศาเซลเซียสเพียงเล็กน้อย แต่คาดว่าตั้งแต่วันพฤหัสบดีเป็นต้นไปแนวปะทะอากาศเย็นจะช่วยเข้ามาทุเลาความร้อน และทำให้อุณหภูมิลดต่ำลงมาอยู่ที่ราว 20 องศาเซลเซียส

โดยออสเตรเลียต้องเผชิญกับสภาพอากาศอุ่นขึ้นและแห้งแล้งในช่วงฤดูใบไม้ผลิ และหน้าร้อนในปี 2023 เนื่องจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งคาดว่าจะส่งผลรุนแรงในช่วงเดือนกันยายนถึงเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งจะทำให้เกิดอากาศแปรปรวนรุนแรงทั้งจากไฟป่า ไซโคลน และภัยแล้ง ส่งผลต่อข้าวสาลี ผลผลิตสำคัญที่ออสเตรเลียเป็นผู้ส่งออกหลักไปทั่วโลก ซึ่งจะเก็บเกี่ยวในเดือนพฤศจิกายนนี้.

ที่มา : แชนแนลนิวส์เอเชีย

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ "คลื่นความร้อน"