(ภาพประกอบ)
ยามชายฝั่งแอลจีเรียยิงนักท่องเที่ยวเชื้อสายฝรั่งเศส-โมร็อกโกดับสลด 2 ศพ ขณะขับเจ็ตสกีท่องทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ระหว่างไปเที่ยวโมร็อกโก แต่เกิดพลัดหลงเข้าไปในน่านน้ำประเทศแอลจีเรีย
เมื่อวันที่ 1 ก.ย. 2566 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน หน่วยยามชายฝั่งแอลจีเรียยิงนักท่องเที่ยวที่กำลังท่องเที่ยวในประเทศโมร็อกโกเสียชีวิต 2 ราย พร้อมทั้งจับกลุ่มนักท่องเที่ยวอีก 1 ราย เนื่องจากพวกเขาขับเจ็ตสกีพลัดหลงเข้าไปในน่านน้ำแอลจีเรีย
รายงานระบุ นักท่องเที่ยวกลุ่มดังกล่าวมีทั้งหมด 4 คน ซึ่งล้วนเป็นพลเมืองที่ถือ 2 สัญชาติคือฝรั่งเศส-โมร็อกโก และมีเพียง 1 รายเท่านั้นที่สามารถหนีรอดกลับมายังโมร็อกโกได้โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่นักท่องเที่ยวทั้งหมดได้ขับเจ็ตสกีท่องเที่ยวในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ขณะมาท่องเที่ยวพักผ่อนในเมืองซาอิเดีย ประเทศโมร็อกโก และเกิดพลัดหลงเข้าไปในเขตน่านน้ำประเทศแอลจีเรีย ซึ่งทั้ง 2 ประเทศอยู่ในสถานการณ์ตึงเครียดมาหลายทศวรรษ อันเป็นผลมาจากข้อพิพาทเหนือดินแดนซาฮาราตะวันตก (Western Sahara) จนทำให้พรมแดนระหว่าง 2 ประเทศถูกปิดตั้งแต่ปี 2537 และต่อมาในปี 2564 แอลจีเรียก็ได้ประกาศตัดความสัมพันธ์กับโมร็อกโก โดยอ้างถึงการกระทำที่ไม่เป็นมิตรของโมร็อกโก
นายมูฮัมหมัด คิสซี นักท่องเที่ยวคนเดียวของกลุ่มที่สามารถหนีรอดออกมาได้ ซึ่งเป็นพี่ชายของหนึ่งในผู้ตาย กล่าวว่า ขณะที่พวกเขาขับเจ็กสกีอยู่นั้น ได้พลัดหลง และรู้ตัวอีกทีก็เข้ามาอยู่ในดินแดนประเทศแอลจีเรียแล้ว เนื่องจากมีเรือบดเล็กของแอลจีเรียแล่นตรงมาที่พวกเขา ก่อนที่จะสั่งยิงพวกเขาทั้ง 4 คน นอกจากนี้ นายคิสซียังปฏิเสธว่าพวกเขาไม่ได้พยายามหลบหนีตอนที่หน่วยยามชายฝั่งแอลจีเรียพบเจอ
...
ทั้งนี้ สำนักข่าวท้องถิ่นในโมร็อกโก รายงานเพิ่มเติมว่า ศพผู้เสียชีวิตทั้ง 2 รายยังคงอยู่ในประเทศแอลจีเรีย ขณะที่ชายอีกคนที่ถูกจับตัวไปก็ได้ขึ้นศาลแอลจีเรียเมื่อวันพุธที่ผ่านมา แต่ยังไม่มีการให้รายละเอียดใดๆ เพิ่มเติม
ติดตามข่าวต่างประเทศได้ที่ : https://www.thairath.co.th/news/foreign