- กรุงปักกิ่งของจีนต้องเผชิญกับเหตุน้ำท่วมรุนแรงที่สุดในรอบ 140 ปี จนเกิดการตั้งคำถามว่าสาเหตุเกิดจากภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้น หรือแผนบริหารจัดการภัยพิบัติที่มีอยู่ยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ
- หน่วยงานอุตุนิยมวิทยาของจีนรายงานว่า ฝนที่ตกอย่างหนักในกรุงปักกิ่งและเหอเป่ยจากอิทธิพลของพายุทกซูรีที่ผ่านมา นับเป็นปริมาณฝนที่มากที่สุดเป็นประวัติการณ์
- ก่อนหน้านี้ในปี 2017 และ 2018 ไต้ฝุ่นไห่ถังและอัมพิลเคยทำให้กรุงปักกิ่งเผชิญกับปริมาณฝนมากกว่า 100 มิลลิเมตรมาแล้ว แต่ก็ยังไม่เคยทำให้พระราชวังต้องห้ามน้ำท่วมแบบนี้มาก่อน
จีนต้องเผชิญกับความเสียหายรุนแรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน จากอิทธิพลของพายุไต้ฝุ่นทกซูรีที่ทำให้มีฝนตกหนักที่สุดในรอบ 140 ปี ในกรุงปักกิ่งของจีน และยังมีเหตุน้ำไหลทะลักเข้าท่วมพระราชวังต้องห้าม โบราณสถานสำคัญที่มีอายุเก่าแก่กว่า 600 ปี ทั้งๆ ที่พระราชวังแห่งนี้รอดปลอดภัยจากน้ำท่วมมาตลอด จนต้องมีการเปิดระบบระบายน้ำเพื่อไม่ให้พื้นที่ในพระราชวังได้รับความเสียหาย
ด้านผู้เชี่ยวชาญต่างแสดงความกังวลและแนะนำว่า ทางการจีนควรจะต้องเร่งวางแผนการเฝ้าระวังและระบบระบายน้ำให้เข้มแข็งมากขึ้น เนื่องจากสภาพอากาศที่มีการเปลี่ยนแปลงรุนแรงที่ยิ่งทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติที่มีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ
...
อะไรเป็นสาเหตุทำให้ฝนตกรุนแรง?
จากข้อมูลของหน่วยงานพยากรณ์อากาศกรุงปักกิ่งระบุว่า หนึ่งในสถานีวัดปริมาณน้ำฝนในเขตฉางผิงสามารถตรวจวัดปริมาณน้ำฝนได้ 744.8 มิลลิเมตรในช่วงระหว่างวันเสาร์ถึงวันพุธ ซึ่งนับว่าสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1891 ขณะที่เขตหลินเฉิง ที่อยู่ติดกับมณฑลเหอเป่ย ก็เจอกับปริมาณฝนสูงที่สุดถึง 1,003 มิลลิเมตร ในช่วงระหว่างวันเสาร์ถึงวันจันทร์ ซึ่งเทียบปริมาณเท่ากับ ปริมาณฝนสะสมตลอด 2 ปี ของพื้นที่นี้เลยทีเดียว นอกจากนี้หากมองในภาพรวมจะพบว่า ปริมาณฝนในเกือบทุกพื้นที่ต่างก็ทำลายสถิติ โดยเฉพาะในกรุงปักกิ่ง และเหอเป่ยที่มีปริมาณสูงสุดเป็นประวัติการณ์
เซา ซุน นักอุตุนิยมวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ระบุว่า ปริมาณฝนครั้งนี้เป็นฝนที่ตกหนักที่สุดเท่าที่เคยมีมาในภูมิภาคทางตอนเหนือของจีนนับตั้งแต่ปี 1964 ทำลายสถิติในปี 2012 ที่มีน้ำท่วมหนักจนมีผู้เสียชีวิต 79 ศพและกระทบต่อประชาชนอีกกว่า 1.6 ล้านคน โดยสาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะผลกระทบจากไต้ฝุ่นทกซูรีที่หอบเอาไอน้ำ มาเจอกับจากเขาไท่หาง และหยานซานทางตอนเหนือของจีนจนเกิดเป็นฝนตกหนัก นอกจากนี้การก่อตัวของไต้ฝุ่นขนุน ยังพัดพาเอาความชื้นจำนวนมหาศาลมายังตอนเหนือของจีน ทำให้เกิดฝนตกหนักอย่างคาดไม่ถึง
นายซุนยังชี้ให้เห็นว่า จากสถิติที่บันทึกมา พบว่านับตั้งแต่ศตวรรษที่ 21 พื้นที่ทางตอนเหนือของจีนต้องเจอกับฝนที่ตกหนักมากขึ้น จากเดิมที่ในช่วง 1980 ถึง 1990 ที่พื้นที่ทางตอนใต้จะเจอกับฝนมากกว่า และคาดว่าถ้าสภาพอากาศมีแนวโน้มเช่นนี้ ก็จะทำให้ทางตอนเหนือของจีนต้องเจอกับสภาพอากาศรุนแรง และจะเกิดน้ำท่วมมากขึ้นในอนาคต
สิ่งสำคัญที่สุดในเวลานี้ จึงอยู่ที่หน่วยงานอุตุนิยมวิทยา และหน่วยงานอุทกวิทยาที่จะต้องยกระดับการพยากรณ์อากาศ การเตือนภัย รวมทั้ง เมืองต่างๆ ที่จะต้องยกระดับการรับมือและจัดการกับภัยพิบัติให้ดียิ่งขึ้น
จีนควรเตรียมพร้อมอย่างไร?
จาง เจี้ยนหยุน อดีตหัวหน้าสถาบันวิจัยไฮโดรลิกเมืองหนานจิง ระบุว่า จีนจำเป็นจะต้องให้ความสำคัญกับการวิจัยเกี่ยวกับกลไกการเกิดพายุฝนรุนแรงและปรับปรุงความแม่นยำของการพยากรณ์อากาศ เพราะปัจจุบันสถานีตรวจวัดอากาศและปริมาณน้ำในพื้นที่ชนบทมีสภาพทรุดโทรม เมื่อเกิดน้ำท่วมสถานีตรวจวัดเหล่านี้อาจจะถูกน้ำซัดพัง ส่งผลต่อการรวบรวมข้อมูลเพื่อเตือนภัยสภาพอากาศ นอกจากนี้ยังขอให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับพื้นที่สูง เพราะเป็นพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการเผชิญกับฝนตกรุนแรง จากอิทธิพลของโลกร้อนเป็น 2 เท่าด้วย
...
ขณะเดียวกันทีมวิจัยของนายซุนเคยเปิดเผยข้อมูลเมื่อปี 2020 ว่า กรุงปักกิ่ง เป็นหนึ่งใน 6 เมืองทางตะวันออกของจีนที่จะมีความเสี่ยงสูงสุดที่จะเกิดน้ำท่วมขัง ดังนั้นการค้นพบทั้งหมดนี้เป็นการตอกย้ำให้เห็นความสำคัญของเมืองต่างๆ ในจีน ที่จะต้องเร่งพัฒนาประสิทธิภาพในการระบายน้ำ โดยเฉพาะทางภาคเหนือที่ยังขาดการระบายน้ำที่ดี ยังมีสาขาของแม่น้ำสายต่างๆ ในปริมาณที่จำกัด และไม่มีการวางแผนพื้นที่สีเขียวที่เพียงพอ ทำให้มีความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วมได้ง่ายเมื่อเกิดฝนตกหนักแบบที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้.
ผู้เขียน : อาจุมม่าโอปอล
ติดตามรายงานพิเศษของข่าวต่างประเทศได้ที่ Special content