• โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ตัดสินใจอนุมัติเรื่องการฝึกฝนนักบินยูเครนขับเครื่องบินรบ F-16 เพื่อรอส่งมอบให้ในอนาคต

  • ไบเดน ปฏิเสธเรื่องการส่งเครื่องบินรบให้แก่ยูเครนมาตลอด แต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา และการเจรจากับชาติพันธมิตรก็ทำให้เรื่องราวมาสู่จุดนี้

  • F-16 เป็นเครื่องบินที่ยูเครนต้องการเพื่อรับมือการโจมตีจากรัสเซีย แต่นักวิเคราะห์หลายคนเตือนว่า เครื่องบินชนิดนี้ไม่ใช่ตัวเปลี่ยนเกม มันมีจุดอ่อนหลายอย่างที่ฝ่ายรัสเซียสามารถฉกฉวยได้

เครื่องบินรบทันสมัยของชาติตะวันตก เช่น F-16 เป็นสิ่งที่ยูเครนต้องการมานาน เพื่อต่อต้านการรุกรานของรัสเซีย พวกเขาร้องขอกับสหรัฐฯ มานานกว่า 1 ปี แต่คำตอบที่ ประธานาธิบดี โจ ไบเดน พูดมาตลอดคือ “ไม่” หรือ “ยังไม่ใช่ตอนนี้”

แต่เมื่อปลายสัปดาห์ก่อน ความเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้นเมื่อโบเดนบอกกับชาติพันธมิตรว่า เขาสนับสนุนให้พันธมิตรระหว่างประเทศฝึกฝนนักบินของยูเครนเพื่อขับเครื่องบินรบ F-16 รวมถึงไฟเขียวให้ชาติพันธมิตรส่งมอบ F-16 ของพวกเขาให้แก่เคียฟได้

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้านั้น หลังจากชาติตะวันตกเสร็จสิ้นการส่งยุทโธปกรณ์จำนวนมากที่ยูเครนต้องใช้ในแผนการตอบโต้ครั้งใหญ่ช่วงฤดูใบไม้ผลิ กลุ่มชาติพันธมิตรจึงเริ่มหันมาสนใจเรื่องการติดอาวุธให้ยูเครนในระยะยาว และขั้นตอนแรกก็คือ ฝึกนักบินให้ขับเครื่องบินขับไล่ยุคปัจจุบันให้ได้ก่อน

ทว่ามีนักวิเคราะห์หลายคนส่งเสียงเตือนว่า ความคาดหวังในเครื่องบิน F-16 นั้นสูงเกินไป มันไม่ใช่ยาวิเศษที่ได้มาแล้วจะแก้ไขทุกอย่าง มันยังมีจุดอ่อนหลายอย่างที่รัสเซียรู้ดี และถูกฉกฉวยไปใช้ได้

...

โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ
โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ

ไม่ได้กลับลำครั้งแรก

นี่ไม่ใช่การกลับลำครั้งแรกของสหรัฐฯ เรื่องการให้ความช่วยเหลือทางทหารแก่ยูเครน ตอนแรกสหรัฐฯ รวมทั้งพันธมิตรชาติตะวันตกของพวกเขา ต่างคัดค้านเรื่องการส่งอุปกรณ์ขั้นสูงให้ยูเครน ก่อนจะผ่อนท่าทีในไม่กี่เดือนต่อมา เริ่มตั้งแต่ มิสไซล์ต่อต้านอากาศยาน ‘สติงเกอร์’ เมื่อต้นปีก่อน, ระบบป้องกันทางอากาศ ‘แพทริออต’ ในเดือนธันวาคม และรถถัง M1 เอบรามส์ เมื่อเดือนมกราคม

เสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมายกล่าวหารัฐบาลไบเดนว่า เตะถ่วงในทุกขั้นตอนการส่งความช่วยเหลือจำเป็นเร่งด่วนให้ยูเครน ทำให้สงครามยืดเยื้อโดยไม่จำเป็น แต่เจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ โต้แย้งว่า การทำเช่นนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการที่ผ่านการคำนวณมาแล้ว เพื่อให้ยุทโธปกรณ์ที่ยูเครนต้องการเข้าสู่สมรภูมิอย่างรวดเร็ว โดยที่ไม่ทำให้สถานการณ์บานปลาย

นายแฟรงก์ เคนดอลล์ เลขาธิการกองทัพอากาศสหรัฐฯ บอกกับผู้สื่อข่าวในวันจันทร์ที่ (22 พ.ค. 2566) ว่า โครงการฝึกนักบินยูเครนมีการวางแผนเอาไว้แล้ว และจริงอยู่ว่าพวกเขาสามารถเริ่มได้เร็วกว่านี้ แต่มีเรื่องอื่นที่สำคัญกว่า และมีความกังวลจากฝ่ายเดียวกันเอง ว่าจะทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น

ขณะที่ นายเจค ซัลลิแวน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ กล่าวว่า “ทุกขั้นตอน สหรัฐฯ เล่นบทบาทสำคัญมากในการทำให้แน่ใจว่ายูเครนจะได้ในสิ่งที่พวกเขาจำเป็นต้องมี เมื่อจำเป็นต้องใช้ และเราจะทำอย่างนั้นต่อไป”

ช่วงเวลาเหมาะสมแล้ว

เว็บไซต์ข่าว Politico ได้สัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ 5 คน โดย 2 คนในนี้อยู่ในกระทรวงกลาโหม เพื่อหาสาเหตุที่ประธานาธิบดีไบเดนตัดสินใจกลับลำ อนุญาตฝึกนักบินยูเครน และพบว่านี่เป็นผลจากความพยายามทางการทูตและการหารือนานหลายสัปดาห์

เจค ซัลลิแวน เริ่มคิดเรื่องการทำให้กองทัพอากาศของยูเครนทันสมัยในระยะยาวมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนแล้ว หลังจากเขาเดินทางเยือนกรุงเคียฟและประเทศโปแลนด์ ขณะที่ในเบื้องหน้าไบเดนยังคงปฏิเสธเรื่องการส่ง F-16 ของอเมริกันให้ยูเครนต่อไป โดยบอกต่อสาธารณะในเดือนกุมภาพันธ์ว่า ไม่มีความเป็นไปได้ “สำหรับตอนนี้”

ในตอนนั้น รัฐบาลสหรัฐฯ มุ่งเน้นจัดหาสิ่งที่ยูเครนต้องใช้ทันทีอย่างระบบป้องกันทางอากาศ เพื่อต่อต้านการโจมตีด้วยโดรนกับมิสไซล์ของรัสเซีย และกองกำลังรถหุ้มแกราะสำหรับการโจมตีตอบโต้ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ไม่ใช่เครื่องบินรบสมัยใหม่ ที่อาจต้องใช้เวลาฝึกฝนนักบินนาน 18-24 เดือน

แต่ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ชาติตะวันตกส่งมอบของเหล่านั้นให้ยูเครนครบหมดแล้ว เรื่องเครื่องบินรบจึงถูกยกขึ้นมาพูดถึงอีกครั้ง อีกปัจจัยคือ ทหารยูเครนพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า พวกเขาเรียนรู้การใช้อุปกรณ์ที่ซับซ้อนอื่นๆ ได้อย่างรวดเร็ว เสร็จสิ้นการฝึกใช้ระบบมิสไซล์ความเคลื่อนไหวสูง และระบบแพทริออต เร็วกว่าที่สหรัฐฯ คาดไว้มาก

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ แอนโทนี บลิงเคน เป็นกำลังหลักในการโน้มน้าวไบเดนให้ผ่อนคลายนโยบาย F-16 แม้บางส่วนในรัฐบาลสหรัฐฯ, เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองทัพ และรวมถึงตัวประธานาธิบดีเอง จะมีความกังวลเรื่องการโต้กลับจากรัสเซีย หากชาติตะวันตกตัดสินใจมอบ F-16 ให้ยูเครน

แต่บลิงเคนให้เหตุผลว่า จากที่เขาสังเกตความเคลื่อนไหวของรัสเซียตลอดปีที่ผ่านมา พบว่ามอสโกไม่ค่อยตอบโต้รุนแรงมากไปกว่าการใช้คำพูด แม้ว่าชาติตะวันตกจะมอบความช่วยเหลือทางทหารให้แก่ยูเครนมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ตาม เขายังคิดถึงความจำเป็นของยูเครนในระยะยาว เพราะต่อให้รัสเซียจะยอมยุติสงครามนี้ แต่พวกเขาจะยังคงเป็นภัยคุกคามสำหรับยูเครนต่อไป

...

ลอยด์ ออสติน รัฐมนตรีว่าการกลาโหมสหรัฐฯ
ลอยด์ ออสติน รัฐมนตรีว่าการกลาโหมสหรัฐฯ

แผนการ 2 ขั้น ฝึกก่อน-ให้เครื่องบินทีหลัง

ประเด็นเรื่องการส่งเครื่องบินรบให้ยูเครนถูกพูดถึงที่การประชุมรัฐมนตรีกลาโหมระหว่างประเทศ ที่ฐานทัพอากาศ รามชไตน์ ในเยอรมนี ซึ่งนายลอยด์ ออสติน รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ เป็นประธาน โดยที่นั่น รัฐบาลฝั่งเยอรมนีขออนุญาตฝึกนักบินยูเครนขับ F-16 นายออสติน จึงนำเรื่องนี้ไปพูดในที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ และได้รับความเห็นชอบอย่างเป็นเอกฉันท์ว่า การฝึกนักบินก่อนนั้นสมเหตุสมผล

จากนั้น นายออสติน ก็คุยเรื่องนี้โดยตรงกับนายไบเดน ก่อนที่เขาจะไปร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำประเทศกลุ่ม G7 ที่ฮิโรชิมา แนะนำให้สหรัฐฯ อนุมัติให้ชาติพันธมิตรฝึกนักบินยูเครน ตามด้วยการส่งเครื่องบินรบ เพราะเขาเชื่อว่า ยูเครนควรมีเครื่องบินรุ่นที่ 4 ณ เวลาใดเวลาหนึ่งในอนาคต

แผนการทุกอย่างเริ่มเป็นรูปเป็นร่างในสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนพฤษภาคม เมื่อนายซัลลิแวนไปเยือนกรุงลอนดอนก่อนถึงการประชุม G7 โดยเขากับเจ้าหน้าที่จากสหราชอาณาจักร, ฝรั่งเศส และเยอรมนี ช่วยกันวางรายละเอียดของแผนการ 2 ขั้นตอน เริ่มจากการฝึกนักบิน ตามด้วยส่งเครื่องบินรบ เขายังได้โทรศัพท์คุยกับที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของเนเธอร์แลนด์กับโปแลนด์ ซึ่งเป็นประเทศที่มี F-16 ทั้งคู่ด้วย

จากนั้น ซัลลิแวน ก็เดินทางต่อไปยังกรุงเวียนนาของออสเตรีย พบกับ นายหวัง หลี่ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีน และหลังจากกลับมาถึงกรุงวอชิงตันในวันที่ 11 พ.ค. เขาก็แจ้งกับประธานาธิบดีไบเดนว่า ได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวางจากชาติพันธมิตร เรื่องแผนการ 2 ขั้นนี้ ทำให้ไบเดนตัดสินใจบอกกับผู้นำประเทศ G7 เขาจะประกาศสนับสนุนแผนการฝึกนักบินยูเครน ที่การประชุมในวันศุกร์ (19 พ.ค. 2566)

...

F-16 ไม่ใช่ยาวิเศษ

F-16 เป็นเครื่องบินขับไล่เครื่องยนต์เดียว ถูกผลิตขึ้นมาในช่วงทศวรรษที่ 1970s ในฐานะระบบอาวุธสมรรถภาพสูงและต้นทุนค่อนข้างถูก ทำให้มันถูกใช้กันแพร่หลายทั่วโลก ตามสถิติของ World Air Forces directory ปัจจุบันมี F-16 รุ่นต่างๆ ถูกใช้งานอยู่เกือบ 2,200 เครื่อง

คาดกันว่า F-16 ที่ยูเครนจะได้รับจะเป็นเครื่องรุ่นเก่า แต่ไม่เก่าที่สุด ซึ่งผ่านการอัปเกรดครึ่งชีวิต หรือการพัฒนาอุปกรณ์ไฟฟ้าและซอฟต์แวร์มาแล้ว โดยยูเครนบอกว่าพวกเขาต้องการ F-16 ประมาณ 200 ลำ เพื่อรับมือรัสเซีย จำนวนเครื่องบินส่วนเกินในชาติตะวันตก อาจทำให้การส่งมอบเกิดขึ้นได้ทันที แต่จากเครื่องบินชนิดอื่นอย่าง F-35, F/A-18, ราฟาเอลขอฝรั่งเศส หรือกริปเพน ของสวีเดน ที่แม้จะดีกว่า แต่มีจำนวนน้อย จัดหาในทันทีไม่ได้

แต่นักบิน F-16 ของกองทัพสหรัฐฯ นายหนึ่ง บอกกับ ซีเอ็นเอ็น โดยไม่ขอเปิดเผยชื่อว่า ความคาดหวังในเครื่อง F-16 อาจสูงเกินไปหน่อย “คำตอบของคำถามของคุณที่ว่า F-16 กำลังจะเป็นตัวสร้างความแตกต่างใช่หรือไม่? มันไม่ใช่”

สำหรับยูเครน การใช้งาน F-16 มีอุปสรรคหลายอย่างมาก โดยนายปีเตอร์ เลย์ตัน อดีตเจ้าหน้าที่กองทัพอากาศออสเตรเลีย กล่าวว่า นักบินยูเครนอาจฝึกให้สามารถนำเครื่องบินขึ้น บินอยู่กลางอากาศ และลงจอดอย่างปลอดภัยได้ภายใน 3 เดือน แต่การฝึกต่อสู้มันซับซ้อนกว่านั้นเยอะ

นอกจากนั้นยังมีเรื่องการซ่อมบำรุง รายงานวิจัยของสภาคองเกรส (CRS) ฉบับเดือนมีนาคม ระบุว่า F-16 ต้องการการซ่อมบำรุงมาก บินเพียง 1 ชั่วโมง ก็ต้องดูแลนานถึง 16 ชั่วโมงแล้ว ขณะที่การฝึกช่างซ่อมบำรุงต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่านั้น หรือหลายปี ขึ้นอยู่กับระดับความชำนาญงานที่ต้องการ

คำถามใหญ่อีกข้อคือ ยูเครนจะประจำการ F-16 ไว้ที่ไหน? เครื่องบินชนิดนี้ต้องใช้รันเวย์เรียบยาวในการเทกออฟ ทำให้ยูเครนอาจจำเป็นต้องปูพื้น หรือขยายรันเวย์เพิ่ม ซึ่งมีโอกาสสูงที่รัสเซียจะสังเกตเห็น และหากมีลานบินเพียงไม่กี่แห่งที่เหมาะสมแก่การนำ F-16 ขึ้นบิน ที่นั่นก็จะกลายเป็นเป้าหมายการโจมตีของมอสโก

เรื่องอาวุธก็อาจเป็นปัญหา เพราะ F-16 จำเป็นต้องมียุทธภัณฑ์ที่เหมาะสมในการต่อกรกับเครื่องบินรบหลักของรัสเซียอย่าง Su-25 และ MiG-31 แต่อาวุธตะวันตกสำหรับ F-16 มีราคาแพง เช่น มิสไซล์อากาศสู่อากาศพิสัยกลางขั้นสูง (AMRAAM) ก็มีราคาลูกละ 1.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐแล้ว และผลิตได้น้อยเพียง 1 ลูก ใน 2 ปีเท่านั้น ซึ่งสหรัฐฯ คงไม่อยากนำอาวุธที่เก็บไว้ออกมา จนทำให้คลังแสงของตัวเองร่อยหรอ

...

อนุมัติเพื่ออนาคต

นายแฟรงก์ เคนดอลล์ เลขาธิการกองทัพอากาศสหรัฐฯ กับเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนอื่นๆ ย้ำว่า ต้องรออีกหลายเดือนกว่าที่ยูเครนจะได้รับเครื่อง F-16 จริงๆ และว่าการตัดสินใจอนุมัติโครงการฝึกนักบินยูเครนเป็นส่วนหนึ่งการคำนวณของรัฐบาลสหรัฐฯ ว่า กองทัพยูเครนในอนาคตไกลจากความขัดแย้งในตอนนี้จะมีหน้าตาอย่างไร

1 ใน 5 เจ้าหน้าที่ที่ให้สัมภาษณ์กับ Politico ก็เห็นด้วยกับความคิดนี้ โดยกล่าวว่า “ไม่ว่าสงครามนี้จะจบลงอย่างไร จะจบลงเมื่อไร ยูเครนจะเป็นหนึ่งในประเทศที่มีกองทัพใหญ่ที่สุดในทวีป และพวกเขาจะมีชายแดนยาวติดต่อกับรัสเซียต่อไป ดังนั้นพวกเขาจำเป็นต้องมีกองทัพอากาศที่ทันสมัยเพื่อการนั้น ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น”

ขณะที่ นายเลย์ตัน กล่าวว่า ยูเครนไม่สามารถหาเครื่องบินมาแทนที่เครื่องบินรบยุคสหภาพโซเวียตของพวกเขาที่เสียไปในสงครามนี้ได้ด้วยตัวเองอย่างแน่นอน และเมื่อเวลาผ่านไปกองทัพอากาศของยูเครนจะไม่เหลือขีดความสามารถในการต่อสู้ การตัดสินใจของสหรัฐฯ กับชาติตะวันตกในตอนนี้จึงดูสมควรแก่เวลา.





ผู้เขียน : ทิตชนม์ สว่างศรี

ที่มา : politicocnn