โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน โผล่เยือนจังหวัดฮิโรชิมะ ของญี่ปุ่น พบปะผู้นำประเทศกลุ่ม G7 หลังสหรัฐฯ ไฟเขียวให้เข้าถึงเครื่องบินรบ F-16
สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ทำเซอร์ไพรส์ด้วยการเดินทางเยือนจังหวัดฮิโรชิมะ ของญี่ปุ่น เพื่อพูดคุยกับผู้นำกลุ่มประเทศ G7 ด้วยตัวเอง ในวันเสาร์ที่ 20 พ.ค. 2566 จากเดิมที่คาดกันว่าเซเลนสกีจะปรากฏตัวผ่านวิดีโอคอลเท่านั้น
การเดินทางมาของเซเลนสกีเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากรัฐบาลสหรัฐฯ ระบุว่า พวกเขาจะฝึกการขับเครื่องบินขับไล่ F-16 ให้แก่นักบินของยูเครน และอนุญาตให้ชาติพันธมิตรมอบเครื่องบินรบรุ่นนี้ให้แก่ยูเครนได้ ซึ่งเซเลนสกีชื่นชมว่าเป็นการตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์ ขณะที่รัสเซียออกโรงประณาม
ทั้งนี้ ผู้นำกลุ่ม G7 ซึ่งประกอบด้วยชาติประชาธิปไตยผู้มีฐานะมั่งคั่งทั้ง 7 ได้แก่ แคนาดา, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, อิตาลี, ญี่ปุ่น, สหราชอาณาจักร และสหรัฐฯ เดินทางมาที่จังหวัดฮิโรชิมะ เพื่อหารือกันในหลายประเด็น รวมถึงเรื่องความสัมพันธ์กับประเทศจีน ซึ่งกลุ่ม G7 กล่าวหาจีนอย่างอ้อมๆ ว่า ขู่กรรโชกทางเศรษฐกิจ ด้วยการใช้การค้าและห่วงโซ่อุปทานเป็นอาวุธ
อย่างไรก็ตาม การมาของเซเลนสกี และการหารือเกี่ยวกับอนาคตของสงครามยูเครน กลายเป็นหัวข้อหลักในการประชุมสุดยอดครั้งนี้ โดยเซเลนสกีระบุว่า การประชุมครั้งนี้จะเพิ่มความร่วมมือเพื่อชัยชนะของเรา พร้อมประกาศด้วยว่า “วันนี้ สันติภาพขยับใกล้เข้ามาอีกขั้น”
อนึ่ง ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯ คัดค้านการมอบเครื่องบิน F-16 ที่ผลิตโดยสหรัฐฯ ให้แก่ยูเครนมาตลอด อ้างเรื่องการฝึกฝนนักบินที่ใช้เวลายาวนาน และความเสี่ยงทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งกับรัสเซียบานปลาย
...
นายเจค ซัลลิแวน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ ยืนยันว่า การตัดสินใจอนุญาตให้ยูเครนเข้าถึง F-16 ไม่ใช่การกลับลำในนโยบายของสหรัฐฯ แต่เป็นการตัดสินใจที่ขึ้นอยู่กับความจำเป็นเร่งด่วนของสถานการณ์ความขัดแย้ง
“เรามาถึงจุดนี้ จุดที่ถึงเวลามองไปข้างหน้าแล้วตั้งคำถามว่าอะไรคือสิ่งที่ยูเครนจำเป็นต้องมี... เพื่อให้สามาตรยับยั้งและป้องกันการรุกรานของรัสเซียได้?” นายซัลลิแวน เสริมด้วยว่า ยูเครนให้คำมั่นว่าจะไม่ใช้อุปกรณ์ทางทหารของสหรัฐฯ เพื่อโจมตีภายในดินแดนของรัสเซีย
หลังจากสหรัฐฯ ให้ไฟเขียว นายกรัฐมนตรี ริชี ซูนัค ของสหราชอาณาจักรก็ประกาศทันทีว่า อังกฤษจะทำงานร่วมกับสหรัฐฯ, เนเธอร์แลนด์, เบลเยียม และเดนมาร์ก ในการจัดหาศักยภาพการต่อสู้ทางอากาศที่จำเป็นให้แก่ยูเครน.
ที่มา : cna