นักฟิสิกส์เชื่อว่าสสารส่วนใหญ่ในจักรวาลประกอบด้วยสสารที่มองไม่เห็น และพวกมันส่งผลกระทบทางอ้อมต่อดวงดาวและกาแล็กซีที่เรามองเห็น โดยเฉพาะ “สสารมืด” ที่ไม่มีแสงและไม่ดูดซับหรือสะท้อนแสง แต่เชื่อว่ามีมวลประมาณ 85% ของมวลจักรวาล และกาแล็กซีอันไกลโพ้นส่วนใหญ่ที่เราเห็น อาจถูกล้อมรอบด้วยรัศมีของสสารลึกลับนี้ แน่นอนว่าธรรมชาติของสสารมืดยังเป็นปริศนาที่ยังยืดเยื้อให้ไขความกระจ่างล่าสุด มีการศึกษาใหม่นำโดยทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮ่องกง เผยว่า ได้ใช้ความโน้มถ่วงการเบี่ยงเบนของแสงเพื่อให้เข้าใจมากขึ้นไปอีกขั้น โดยศึกษาแสงที่โค้งงอรอบๆ กาแล็กซีอันแสนไกลที่เป็นตัวให้เบาะแส นักฟิสิกส์เผยว่า บางครั้งเมื่อเรามองไปยังกาแล็กซีที่อยู่ห่างไกลก็จะเห็นภาพบิดเบี้ยวของกาแล็กซีอื่นที่อยู่ข้างหลัง ซึ่งหากสิ่งต่างๆเรียงตัวกันอย่างสมบูรณ์ แสงจากกาแล็กซีพื้นหลังจะแลดูเป็นวงกลมรอบๆกาแล็กซีที่อยู่เบื้องหน้า การบิดงอของแสงนี้เรียกว่าปรากฏการณ์ “เลนส์ความโน้มถ่วง” และวงกลมที่สร้างมาขั้นมานั้นเรียกว่า “วงแหวนไอสไตน์” ที่เป็นไปตามทฤษฎีสัมพัทธ์ภาพทั่วไปของอัลเบิร์ต ไอสไตน์ นักฟิสิกส์เลื่องชื่อในศตวรรษที่ 20 ซึ่งวงแหวนจะช่วยให้เรียนรู้ถึงคุณสมบัติของรัศมีสสารมืดที่อยู่รอบๆกาแล็กซีที่อยู่ใกล้กว่าได้ทีมนักวิทยาศาสตร์เลือกศึกษาภาพวัตถุที่เรียกว่า HS 0810+2554 และสร้างแบบจำลองโดยละเอียดเพื่อหาว่าภาพจะบิดเบี้ยวได้อย่างไร หากสสารมืดสร้างจากอนุภาคที่มีมวลมากแต่ทำอันตรกริยาแบบอ่อนๆ โดยเทียบกับสร้างจากอนุภาคที่มีน้ำหนักเบามา ผลวิจัยชี้ว่าอนุภาคที่มีน้ำหนักเบามาก มีความเป็นไปได้มากกว่าสำหรับสสารมืด อย่างไรก็ตาม การวิจัยนี้ก็ยังไม่ยุติการถกเถียงเกี่ยวกับธรรมชาติของสสารมืดอยู่ดี.Credit : Hubble Space Telescope / NASA / ESA