• สงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนผ่านมาครบ 1 ปีแล้ว แต่ข้อมูลสถิติต่างๆ กำลังชี้ว่า ความพยายามโดดเดี่ยวรัสเซียของชาติตะวันตกนั้น ไม่ประสบความสำเร็จ

  • หลายประเทศยังคงให้การสนับสนุนด้านการค้าขาย รวมถึงด้านอาวุธแก่รัสเซีย แก่มาตรคว่ำบาตรอาจส่งผลในระยะยาว แต่มอสโกยังแกร่งพอที่จะทำสงครามต่อไปได้

  • ขณะที่ในกลุ่มพันธมิตรของชาติตะวันตกกลับมีรอยร้าวเกิดขึ้น ซึ่งนี่อาจเป็นตัวตัดสินผลลัพธ์ของสงครามครั้งนี้

หลังจากรัสเซียเปิดฉากส่งกองทัพบุกรุกเข้าสู่ยูเครนเมื่อ 24 ก.พ. 2565 ได้ไม่กี่วัน ชาติตะวันตกสามารถรวบรวมคะแนนเสียงในที่ประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติได้ถึง 141 เสียง ร่วมประณามมอสโกและเรียกร้องให้ถอนทหารออกจากยูเครนทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข สวนทางกับรัสเซียที่มีเพียง 4 ประเทศรวมเกาหลีเหนือ ที่สนับสนุนพวกเขาและคัดค้านมตินี้

แต่ชาติตะวันตกไม่ได้รับความร่วมมือจากประเทศต่างๆ ในโลกมากอย่างที่คิด มีอีก 47 ประเทศที่งดออกเสียงหรือไม่ได้ร่วมลงคะแนนโหวต รวมถึงอินเดียและจีน หลายประเทศในจำนวนนี้วางตัวเป็นกลางและยังให้การสนับสนุนทางการทูตหรือทางเศรษฐกิจแก่รัสเซียเรื่อยมา

บางประเทศที่ตอนแรกร่วมโหวตประณามรัสเซียก็เริ่มมองสงครามที่เกิดขึ้นว่าเป็นปัญหาของคนอื่น และเปลี่ยนท่าทีไปเป็นกลางมากขึ้น อย่างเช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, บราซิล และตุรกี

เวลาผ่านไป 1 ปีแล้ว 141 ชาติที่ว่ายังคงโหวตประณามรัสเซีย ในการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติที่นครนิวยอร์ก เมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ 23 ก.พ. 2566 แต่มันชัดเจนว่า ในขณะที่ชาติตะวันตกยังคงจับมือกันเหนียวแน่น พวกเขากลับไม่สามารถโน้มน้าวประเทศอื่นๆ ในโลกให้ร่วมกันโดดเดี่ยวรัสเซียได้

...

ที่ประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติเมื่อ 23 ก.พ. 2566
ที่ประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติเมื่อ 23 ก.พ. 2566

ไม่ได้รับความร่วมมือตามที่หวัง

โลกไม่ได้แบ่งเป็น 2 ฝ่ายอย่างที่ชาติตะวันตกหวัง แต่แบ่งเป็นหลายกลุ่ม ประเทศต่างๆ ในแอฟริกา, ลาตินอเมริกา, เอเชีย และตะวันออกกลาง ที่มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับสหรัฐฯ และยุโรป กลับไม่ได้มองการรุกรานของรัสเซียเป็นภัยคุกคามโลก พวกเขาส่วนใหญ่จึงมุ่งเน้นการปกป้องผลประโยชน์ของชาติตัวเองเป็นหลัก

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นคล้ายกับช่วงสงครามเย็น แต่ตอนนี้โลกเชื่อมต่อกันมากขึ้น การสื่อสาร, เศรษฐกิจและความมั่นคงของโลกเกี่ยวพันกันซับซ้อนมากกว่าเดิม เปิดโอกาสให้รัสเซียสามารถใช้ประโยชน์จากความสัมพันธ์ทางการค้า และความเป็นมิตรที่ย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยสงครามเย็นมาเป็นข้อได้เปรียบ

สหรัฐฯ พยายามมาตลอดที่จะให้อินเดียลดการซื้อน้ำมันจากรัสเซีย แต่ไม่สำเร็จ แดนภารตะปฏิเสธที่จะเลือกข้างเพราะกรณีพิพาทบริเวณชายแดนของพวกเขากับจีนกำลังตึงเครียด จึงไม่อาจเสี่ยงทำลายความสัมพันธ์กับรัสเซีย ซึ่งเป็นคู่ค้าอาวุธหลักได้

ประเทศอ่าวอาหรับเกือบทั้งหมดเลือกที่จะเป็นกลาง แม้จะร่วมกับตะวันตกลงมติประณามรัสเซีย ดูไบกลายเป็นแหล่งหลบภัยที่การคว่ำบาตรของตะวันตกเอื้อมไม่ถึง ให้แก่ชาวรัสเซีย โดยเฉพาะนักธุรกิจใหญ่หรือเจ้าหน้าที่ระดับสูงผู้สนับสนุนรัฐบาลเครมลิน ส่วนซาอุดีอาระเบียระบุว่า จะทำเพื่อผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก แม้จะทำให้เกิดรอยร้าวในความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ก็ตาม

ในแอฟริกาใต้ ที่เคยได้รับการสนับสนุนจากโซเวียตยุติการแบ่งแยกสีผิว ผู้นำของพวกเขามองว่านี่เป็นโอกาสระชับความสัมพันธ์กับรัสเซีย ด้วยการเติมเต็มช่องว่างทางการค้าที่ทิ้งไว้โดยชาติตะวันตก แต่แอฟริกาใต้ก็พยายามรักษาสมดุลกับชาติตะวันตกอย่างระมัดระวังไปพร้อมๆ กัน

เมื่อเดือนมกราคม ระหว่างที่นายกรัฐมนตรี โอลาฟ ชอลซ์ แห่งเยอรมนีเดินทางเยือนบราซิล ประธานาธิบดี ลูลา ดา ซิลวา กลับไม่ยอมกล่าวสนับสนุนยูเครน กล่าวว่า ต้องการรู้เหตุผลในการทำสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนที่ชัดเจนกว่านี้

คว่ำบาตรไม่ได้ผล

หลังเกิดสงครามใหม่ๆ ชาติตะวันตกออกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อรัสเซียมากมาย ซึ่งตอนแรกดูเหมือนมันจะสามารถลดทอนความสามารถในการทำสงครามของรัสเซียได้

พวกเขาถล่มรากฐานของระบบการเงินรัสเซียอย่างหนักด้วยการอายัดเงินตราต่างประเทศสำรอง และโจมตีธนาคารขนาดใหญ่ของมอสโก ตะวันตกยังคว่ำบาตรการส่งออกชิ้นส่วนสำคัญในการผลิตเครื่องบินและชิปเซมิคอนดักเตอร์สำหรับผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หลายร้อยบริษัทอาสาร่วมกันหยุดทำธุรกิจในรัสเซีย

แต่ผลลัพธ์ที่ออกมากลับไม่รุนแรงอย่างที่ตะวันตกหวัง ตามข้อมูลจากองค์กร Silverado Policy Accelerator ในวอชิงตัน หลายประเทศเข้าไปอุดช่องว่างที่ขาดหายไป ด้วยการเพิ่มการส่งออกสู่รัสเซียมากยิ่งกว่าตอนก่อนเกิดสงคราม ส่วนประเทศที่ลดการส่งออกตอนสงครามเริ่ม ก็ค่อยๆ เพิ่มการส่งออกมากขึ้น

จีนกับตุรกีคือ 2 ประเทศที่ถมช่องว่างการส่งออกให้รัสเซียมากที่สุด ยานพาหนะโดยสารของแดนมังกรเข้าไปแทนที่สินค้าของผู้ผลิตจากตะวันตก จีนส่งออกเครื่องจักรและชิปเซมิคอนดักเตอร์ให้รัสเซียเพิ่มขึ้นด้วย ขณะที่สินค้าอื่นๆ ที่บริษัทระหว่างประเทศไม่สามารถขายให้รัสเซียได้โดยตรง ก็กำลังถูกขายผ่านประเทศอดีตสมาชิกสหภาพโซเวียตอื่นๆ

ด้านตุรกีที่ถึงแม้ว่าพวกเขาจะขายอาวุธให้ยูเครน แต่ประธานาธิบดีเรเจป ไตยิป แอร์โดอัน ก็ออกมาเปิดเผยในเดือนกันยายน 2565 หรือ 6 เดือนหลังร่วมโหวตประณามรัสเซียว่า พวกเขากำลังเพิ่มการส่งออกสินค้าสู่รัสเซีย เพราะต้องการรักษาสมดุลทางการทูตระหว่างสองประเทศคู่อรินี้

ทั้งหมดทั้งมวลทำให้มูลค่าการนำเข้าสินค้าของรัสเซียที่เคยเกิน 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเดือนลงไปอยู่ที่ราว 1 หมื่นล้านดอลลาร์ เริ่มไต่ขึ้นมาใกล้เคียงระดับเดิมอีกครั้ง

นักวิเคราะห์เชื่อว่า การคว่ำบาตรจะสร้างความเสียหายแก่รัสเซียในระยะยาว เนื่องจากมันทำให้การลงทุนจากต่างประเทศหยุดชะงักไปแล้ว และเริ่มสูบงบประมาณจากรัฐบาลมอสโก นอกจากนั้น การจำกัดการค้าขายน้ำมันยังบีบให้รัสเซียต้องลดกำลังผลิต การเปลี่ยนทิศทางท่อส่งก๊าซธรรมชาติไปยังเอเชียก็ต้องใช้เวลาอีกหลายปี

แต่แม้เศรษฐกิจจะไม่เฟื่องฟูเหมือนเดิม รัสเซียยังแข็งแกร่งพอที่จะทำสงครามต่อไปได้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ประเมินว่าเมื่อเดือนมกราคม เศรษฐกิจของรัสเซียในปีนี้จะโตขึ้น 0.3% ทั้งที่การประเมินก่อนหน้านั้นระบุว่าเศรษฐกิจจะถดถอยถึง 2.3%

...

ควบคุมการขายอาวุธให้รัสเซียก็ไม่สำเร็จ

สหรัฐฯ กับชาติพันธมิตรส่งอาวุธและอุปกรณ์ทางทหารมากมายให้แก่ยูเครนโดยตรง และมีส่วนอย่างมากที่ทำให้ยูเครนสามารถต้านทานการบุกโจมตีของกองทัพรัสเซียที่มีขนาดใหญ่กว่าหลายเท่าได้อย่างเหนือความคาดหมาย จนสงครามที่คาดกันว่าจะจบลงภายในเวลาไม่กี่วันด้วยความพ่ายของรัฐบาลเคียฟ ยืดเยื้อมาจนถึงทุกวันนี้

ชาติตะวันตกยังพยายามตัดเส้นทางการเติมอุปกรณ์กองทัพของรัสเซียด้วยการออกคำสั่งควบคุมการส่งออกอาวุธ ที่ห้ามหลายบริษัทไม่ให้ขายเทคโนโลยีสำคัญแก่มอสโก แต่ไม่สำเร็จตามที่หวัง รัสเซียยังได้รับความช่วยเหลือจากเกาหลีเหนือ ที่ส่งกระสุนปืนใหญ่จำนวนมากไปให้พวกเขา

อิหร่านก็ขายโดรนกามิกาเซ่ ซึ่งกองทัพรัสเซียนำไปใช้โจมตีโครงสร้างพื้นฐานฝ่ายพลเรือนทั่วยูเครนในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ขณะที่อีกหลายประเทศรวมถึงจีน ยังคงจัดหาสินค้าที่ใช้ประโยชน์ได้ทั้งในเชิงพาณิชย์และการทหารแก่รัสเซีย เช่น ไมโครชิป ซึ่งถูกนำไปใช้ในอุปกรณ์ของกองทัพ

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตว่า รัสเซียอาจกำลังเผชิญการขาดแคลนอาวุธความแม่นยำสูงอย่าง ขีปนาวุธร่อน (cruise missile) ซึ่งต้องการอุปกรณ์ที่มีเทคโนโลยีระดับสูง ขณะที่มีรายงานจากทหารรัสเซียเรื่องการขาดแคลนกล้องมองกลางคืนกับโดรนลาดตระเวนในแนวหน้าด้วย

...

ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย กับนาย วิกตอร์ ออร์บาน ผู้นำฮังการี
ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย กับนาย วิกตอร์ ออร์บาน ผู้นำฮังการี

เกิดรอยร้าวในกลุ่มพันธมิตร

นอกจากจะโดดเดี่ยวรัสเซียไม่สำเร็จแล้ว ยังเกิดรอยร้าวขึ้นในกลุ่มพันธมิตรของชาติตะวันตก ที่ชัดที่สุดคือนายวิกตอร์ ออร์บาน ผู้นำฮังการี ซึ่งมีความสัมพันธ์เหนียวแน่กับ วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย เขาขัดขวางการลงมติเพิ่มการสนับสนุนยูเครนของสหภาพยุโรปหลายครั้ง จนกว่า EU จะยอมทำตามเงื่อนไขของพวกเขา

ขณะที่พันธมิตรในภูมิภาคอื่นๆ อย่าง ตุรกีและเกาหลีใต้ ร่วมกับชาติตะวันตกในการมอบความช่วยเหลือทางทหารแก่ยูเครนก็จริง แต่ไม่ร่วมคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อรัสเซีย ส่วนฮังการี มอลตา ไซปรัส และสวิตเซอร์แลนด์ ร่วมคว่ำบาตรแต่ไม่ช่วยสนับสนุนทางทหาร

จนถึงตอนนี้ สงครามในยูเครนดำเนินมาครบ 1 ปีแล้ว มันอาจยาวนานพอทำให้ชาติตะวันตกเริ่มกังวลถึงผลกระทบจากสงครามต่อเศรษฐกิจประเทศตัวเอง จนอาจตัดสินใจลดการสนับสนุนการคว่ำบาตรและการส่งอาวุธลง ในขณะที่ชาติเอเชีย, ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ที่มีจุดยืนเป็นกลางอยู่แล้ว มีแต่จะเพิ่มการค้ากับรัสเซียมายิ่งขึ้น

ผลลัพธ์ของสงครามครั้งนี้อาจขึ้นอยู่กับว่า ชาติตะวันตกจะสามัคคีกันและสนับสนุนยูเครนต่อไปได้นานแค่ไหน





ผู้เขียน : ทิตชนม์ สว่างศรี

ที่มา : nytimes , bbc

...