ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวใหญ่เขย่า “ตุรกี- ซีเรีย” พุ่งทะยานไม่หยุด รวมใกล้แตะ 2.5 หมื่นศพ แต่ยังมีปาฏิหาริย์พบผู้รอดชีวิตใต้ซากอาคารบ้านเรือนที่พังเละเป็นระยะ ล่าสุดเป็นทารกแรกเกิดเพศชายวัย 10 วัน กับมารดา ด้าน UNHCR ประเมินผู้ประสบภัยกว่า 8.7 แสนคน จ่อขาดแคลนอาหาร ส่วนชาวซีเรียกว่า 5.3 ล้านคน ต้องกลายเป็นคนไร้บ้าน ขณะที่กระทรวงบัวแก้วพร้อม นำร่างหญิงไทยเหยื่อแผ่นดินไหว กลับไทยด้วยเครื่องบินทหารที่ขนสิ่งของบรรเทาทุกข์ไปช่วยเหลือ รวมถึงประสานสภากาชาดไทยส่งศพกลับบ้านเกิดที่ชัยภูมิ
เกือบสัปดาห์หลังเกิดเหตุธรณีพิโรธเขย่าประเทศตุรกี สะเทือนถึงซีเรีย ขนาด 7.8 แมกนิจูด เมื่อก่อนรุ่งสางวันที่ 6 ก.พ.ที่ผ่านมา ที่ทำให้บ้านเรือนในสองประเทศพังถล่มราบในหลายพื้นที่ มีการค้นพบร่างผู้เสียชีวิตกว่า 2 หมื่นศพ และทีมกู้ภัยจากนานาชาติที่ระดมสรรพกำลังเข้าไปช่วยเหลือค้นหาผู้รอดชีวิตใต้ซากปรักหักพังของอาคารบ้านเรือน ท่ามกลางสภาพอากาศที่หนาวเหน็บ ต่อมาเมื่อวันที่ 11 ก.พ. สำนักข่าวต่างประเทศรายงานถ้อยแถลงของกระทรวงการต่างประเทศของตุรกี ว่าขณะนี้มี 99 ประเทศได้เสนอความช่วยเหลือในการบรรเทาทุกข์เหตุแผ่นดินไหว มีเจ้าหน้าที่ทีมค้นหาและกู้ภัยจาก 68 ประเทศ รวมทั้งสิ้น 8,326 คน เดินทางมาถึงและปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ประสบภัยแล้ว นอกจากนี้ยังมีอีก 13 ประเทศเตรียมส่งทีมค้นหาและกู้ภัยมาสมทบอีก 1,563 คน
...
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความหวังอันเลือนรางในการช่วยเหลือผู้เคราะห์ร้ายจำนวนมากที่ติดอยู่ภายใต้ซากปรักหักพัง ท่ามกลางอุณหภูมิที่หนาวยะเยือกถึงขั้นติดลบหลายองศาเซลเซียส ก็ยังมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นเป็นระยะๆ เมื่อทีมค้นหาและกู้ภัยสามารถช่วยเหยื่อที่ยังรอดชีวิต ออกจากซากปรักหักพังได้อีก 67 คน ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา รวมถึงทารกแรกเกิดเพศชาย วัย 10 วัน ชื่อยากิซ และมารดาที่ยังมีสติแม้จะอ่อนแรง ในพื้นที่จังหวัดฮาเทย์ทางตอนใต้ของตุรกี หลังติดอยู่นาน 100 ชั่วโมง และถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลสนาม ขณะที่มีรายงานว่า เซย์เนป คาห์รามาน สตรีวัย 40 ปี ที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยจากเยอรมนีสามารถช่วยดึงตัวออกมาได้เมื่อวันก่อน หลังจากรอความช่วยเหลือนานกว่า 104 ชั่วโมง ได้เสียชีวิตลงแล้วในโรงพยาบาลเมื่อวันที่ 11 ก.พ.
ส่วนในพื้นที่เมืองคาฮามานมาราช พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบรุนแรง สำนักข่าวอัลจาซีรารายงานว่าทีมกู้ภัยกำลังทำงานอย่างไม่ลดละ เพื่อค้นหาผู้รอดชีวิตในพื้นที่ประสบภัยที่ได้กลิ่นศพคละคลุ้งอยู่รอบตัว ขณะที่ยังเห็นภาพเจ้าหน้าที่ลำเลียงศพแล้วศพเล่าออกมาจากใต้ซากอาคาร อย่างไรก็ตาม หน่วย กู้ภัยสามารถช่วยหญิง 2 คน เป็นหญิงวัย 70 ปี และ 55 ปี ให้รอดชีวิตจากเศษซากอาคารที่พังถล่ม หลังจากพวกเธอติดอยู่ในนั้นนาน 122 ชั่วโมง ภาพวิดีโอในโซเชียลมีเดียยังเผยให้เห็นช่วงเวลาที่หญิงตั้งครรภ์และลูกสาวตัวน้อยถูกนำตัวออกมาจากซากตึกที่พังราบในเมืองกาเซียนเทป ของตุรกีหลังจากอึดอยู่นานถึง 115 ชั่วโมง
ขณะที่สำนักจัดการภาวะฉุกเฉินและภัยพิบัติของตุรกีรายงานยอดผู้เสียชีวิตในตุรกีเพิ่มเป็น 20,937 ศพ ขณะที่ผู้เสียชีวิตในซีเรียเพิ่มเป็น 3,500 ศพ ทำให้ยอดผู้เคราะห์ร้ายจากทั้ง 2 ประเทศ รวมเป็น 24,437 ศพ นับเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ร้ายแรงที่มีผู้เสียชีวิตสูงเป็นอันดับที่ 7 ของภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในศตวรรษนี้ แซงหน้ายอดเหยื่อแผ่นดินไหวและสึนามิที่ญี่ปุ่นในปี 2554 และใกล้ถึงระดับผู้เสียชีวิต 31,000 ราย จากแผ่นดินไหวในอิหร่านในปี 2546
ด้านสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประ ชาชาติ (UNHCR) กล่าวเตือนว่าภัยพิบัติครั้งนี้ทำให้ประชาชนอย่างน้อย 870,000 คน ในตุรกีและซีเรียต้องขาดแคลนอาหาร รวมถึงยังทำให้ชาวซีเรียจำนวนกว่า 5.3 ล้านคน ต้องไร้ที่อยู่อาศัย นับเป็นวิกฤติภายในวิกฤติอีกทีสำหรับประเทศซีเรีย
วันเดียวกัน นางกาญจนา ภัทรโชค อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศของไทยให้สัมภาษณ์ว่าสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา อยู่ระหว่างประสานการดำเนินการส่งร่าง หญิงไทย 1 ราย ที่เสียชีวิตในเหตุแผ่นดินไหวใหญ่ครั้งนี้ กลับประเทศไทยโดยเครื่องบินทหาร ซึ่งจะขนส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์จากไทยไปมอบให้ฝ่ายตุรกี โดยจะนำศพมาที่เมือง Adana ก่อน เพื่อรอส่งศพกลับไทยต่อไป ทั้งนี้ กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศจะส่งเจ้าหน้าที่ไปตุรกีพร้อมเครื่องบินทหารอากาศเพื่อดำเนินการข้างต้นทันทีเมื่อเครื่องบินทหารอากาศพร้อมออกเดินทาง ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการขั้นตอนต่างๆ ตามระเบียบ รวมทั้งจะมอบของบรรเทาทุกข์แก่ชาวไทยผู้ประสบภัยในพื้นที่เพิ่มเติมจากสิ่งของยังชีพ พร้อมด้วยผ้าห่มและน้ำดื่มที่สถานเอกอัครราชทูตฯ ได้มอบให้คนไทยและผู้ประสบเหตุอยู่ในขณะนี้ นอกจากนี้ ยังได้ประสานงานกับสภากาชาดไทยเพื่อขอความอนุเคราะห์ส่งร่างผู้เสียชีวิตเมื่อมาถึงกรุงเทพฯ กลับบ้านเกิดที่ จ.ชัยภูมิ ด้วย
...