- สัปดาห์ที่แล้วรัฐบาลตาลีบันมีคำสั่งใหม่ ห้ามผู้หญิงเข้าเรียนระดับมหาวิทยาลัย ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็เคยสั่งห้ามผู้หญิงเรียนระดับมัธยมต้นและมัธยมปลาย นับเป็นการจำกัดโอกาสทางการศึกษาของผู้หญิงเพิ่มขึ้นไปอีก สร้างความโกรธแค้นให้กับผู้หญิง ทำให้มีบางกลุ่มออกมาประท้วงในกรุงคาบูล
- องค์การสหประชาชาติ และนานาประเทศ ต่างพากันประณาม แม้แต่ชาติมุสลิมอย่างซาอุดีอาระเบียยังประณามคำสั่งของรัฐบาลตาลีบันที่ทำให้การปกครองประเทศนี้ถอยหลังกลับไปสู่ตาลีบันยุคแรก ซึ่งผู้หญิงไม่มีโอกาสได้ไปโรงเรียน หรือได้รับการศึกษาตามสิทธิที่ควรจะได้
- ที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศกลุ่ม G7 เรียกร้องตาลีบันทบทวนการตัดสินใจห้ามผู้หญิงเรียนมหาวิทยาลัย โดยเตือนว่าการกดขี่ทางเพศมีความร้ายแรงพอๆ กับการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ
"ความปรารถนาและความฝันของฉัน จะต้องไม่ถูกพวกเขาพรากไป" นี่คือคำกล่าวของกลุ่มนักเรียนหญิงที่ออกมาประท้วงคัดค้านคำสั่งของรัฐบาลตาลีบันที่กลับมายึดครองอัฟกานิสถานอีกครั้ง หลังสหรัฐฯ ถอนทัพออกไปเมื่อปีที่แล้ว และล่าสุดได้จำกัดสิทธิทางการศึกษาของผู้หญิงอีกครั้งด้วยการประกาศห้ามมหาวิทยาลัย ทั้งมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชน รับผู้หญิงเข้าไปเรียน โดยให้มีผลบังคับใช้ทันที
...
แม้ว่าจะมีเสียงประณามรุนแรงจากนานาประเทศ แม้แต่ประเทศอิสลามอย่างซาอุดีอาระเบีย ตุรกี และกาตาร์ แต่จนถึงตอนนี้รัฐบาลตาลีบันยังคงปกป้องการตัดสินใจของตัวเอง โดยนายเนดา โมฮัมหมัด นาดีม รัฐมนตรีการศึกษาขั้นสูงของรัฐบาลตาลีบันออกมาเปิดเผยกับสื่อตะวันตกว่า จำเป็นต้องออกคำสั่งห้ามนี้ไปจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้หญิงกับผู้ชายเรียนปะปนกันในมหาวิทยาลัย และเขาเชื่อว่าบางวิชาที่สอนในมหาวิทยาลัยนั้นขัดต่อหลักอิสลาม โดยบอกว่าเวลาไปเรียนที่มหาวิทยาลัยพวกผู้หญิงมักจะไม่ยอมแต่งกายอย่างเหมาะสมตามค่านิยมอิสลาม บางคนใส่ชุดราวกับไปงานแต่งงาน และยังมีการคุยโต้ตอบกับนักศึกษาผู้ชายที่มหาวิทยาลัย พร้อมเตือนนานาประเทศไม่ให้เข้ามาก้าวก่ายกิจการภายในของอัฟกานิสถาน
รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาขั้นสูงสุดยังกล่าวว่า นักวิชาการของกระทรวงศึกษาธิการได้ประเมินหลักสูตรของมหาวิทยาลัยและสภาพแวดล้อมแล้ว และการเข้าเรียนของเด็กผู้หญิงจะถูกระงับจนกว่าจะมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
อัฟกานิสถานภายใต้รัฐบาลตาลีบัน
ก่อนหน้านี้รัฐบาลตาลีบันให้คำมั่นว่าจะบริหารประเทศด้วยกฎระเบียบที่ผ่อนคลายลง เคารพสิทธิสตรีและชนกลุ่มน้อย หลังจากกองทัพสหรัฐฯ ถอนกำลังออกไป และกลุ่มตาลีบันกลับเข้ามาบริหารประเทศเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา
แต่ที่ผ่านมาปรากฏว่ายังมีกลุ่มอิสลามสายเคร่งจารีตยังคงหาทางจำกัดสิทธิและเสรีภาพของสตรีภายในประเทศ ขณะที่ นายฮิบาตุลเลาะห์ อัคคุนซาดา ผู้นำรัฐบาลตาลีบันและบรรดาคนใกล้ชิดต่างๆ เป็นฝ่ายที่ต่อต้านการศึกษาสมัยใหม่อยู่แล้ว โดยเฉพาะไม่เห็นด้วยที่เด็กผู้หญิงและสตรีจะไปเรียนโรงเรียนปะปนกับผู้ชาย ขณะที่กลุ่มสนับสนุนการศึกษาสมัยใหม่ก็พยายามออกมาคัดค้าน ทำให้เกิดความแตกแยกอย่างประปรายในการบริหารนโยบายของประเทศในช่วงปีที่ผ่านมา
แม้ว่าอัฟกานิสถานจะเป็นสังคมที่รักษาขนบธรรมเนียมดั้งเดิม แต่ในช่วงกว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมาสังคมกลับเปิดใจยอมรับเรื่องการศึกษาของผู้หญิงมากขึ้น แต่ในช่วงปีที่แล้วรัฐบาลตาลีบันประกาศคำสั่งห้ามผู้หญิงเข้าเรียนระดับมัธยมต้นและมัธยมปลาย ยกเลิกการเปิดโรงเรียนมัธยมสำหรับผู้หญิง ทำให้ตอนนี้หญิงอัฟกันสามารถรับการศึกษาได้สูงสุดแค่ชั้นประถมเท่านั้น
...
นอกจากนี้ยังออกข้อกำหนดห้ามทำงานหลากหลายสาขาอาชีพ ห้ามทำงานในหน่วยงานเอ็นจีโอ องค์กรระหว่างประเทศ ห้ามเข้ายิม ห้ามไปเที่ยวสวนสนุก และต้องแต่งกายด้วยชุดคลุมศีรษะจรดเท้าเวลาที่ออกไปที่สาธารณะ
เจ้าหน้าที่ระดับสูงในกระทรวงศึกษาธิการอัฟกานิสถานกล่าวว่า อัฟกานิสถานเป็นสังคมอนุรักษนิยมแบบลึกซึ้ง โดยเฉพาะครอบครัวแถบชนบท เมืองที่อยู่ห่างไกลและมักถูกลืมโดยกลุ่มคนที่กำหนดนโยบายบริหารประเทศ และเขาเชื่อว่าแม้รัฐบาลจะเปิดโอกาสทางการศึกษา เปิดโรงเรียนเพิ่มทั่วประเทศ ก็เชื่อว่าจะมีครอบครัวเพียง 2% ที่ส่งลูกสาวไปโรงเรียน หลายครอบครัวยังเชื่อว่าเป็นเรื่องน่าอับอายที่ต้องส่งลูกสาวไปเรียนหนังสือที่โรงเรียน แทนที่จะอยู่เรียนรู้งานบ้านและสิ่งที่พวกเขาต้องทำจริงๆ
กระแสต่อต้านคำสั่งตาลีบัน
ตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีกระแสประท้วงต่อต้านคำสั่งนี้ในหลายเมือง อย่างในเมืองเฮรัต และกรุงคาบูล ภาพจากคลิปวิดีโอระหว่างการประท้วงแสดงให้เห็นว่าตำรวจตาลีบันได้ใช้สายยางฉีดน้ำสลายกลุ่มผู้ชุมนุมที่เป็นผู้หญิง
...
มีรายงานว่านับตั้งแต่ประกาศคำสั่งออกมา ได้มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดตั้งด่านตรวจหน้ามหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อสกัดไม่ให้ผู้หญิงเข้าไปเรียน ขณะที่ตำรวจจับกุมตัวผู้หญิงที่ออกมาประท้วงคำสั่งนี้ในกรุงคาบูลแล้วอย่างน้อย 5 ราย
ผู้หญิงหลายคนที่เข้าร่วมการประท้วงกล่าวว่า พวกเธอถูกทำร้าย หรือจับกุมโดยเจ้าหน้าที่หญิงของตาลีบัน ผู้ประท้วงคนหนึ่งที่ไม่เปิดเผยชื่อบอกว่าเธอถูกทุบตีอย่างหนักแต่ก็สามารถหลบเลี่ยงการถูกควบคุมตัวได้ ผู้ประท้วงอีกคนกล่าวว่า ผู้ถูกจับกุมสองคนได้รับการปล่อยตัว แต่หลายคนยังคงถูกคุมขัง
ผู้ชายบางคนตอบโต้ด้วยการกระทำอารยขัดขืนด้วยความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับผู้ประท้วง อาจารย์มหาวิทยาลัยชายประมาณ 50 คนในสถาบันของรัฐและเอกชนลาออกจากตำแหน่ง ขณะที่มีรายงานว่านักศึกษาชายบางคนปฏิเสธที่จะเข้าสอบ
โดยหลายคนเชื่อว่าปัจจุบันนี้ผู้หญิงอัฟกันเองมีความเชื่อมโยงกับสังคมโลกภายนอกมากขึ้น โดยเฉพาะสื่อต่างๆ ที่ติดตามสถานการณ์ของสตรีในอัฟกานิสถาน และเชื่อว่าพวกเขาพร้อมที่จะยืนหยัดเพื่อต่อสู้ปกป้องสิทธิและโอกาสทางการศึกษาของพวกเขาเอง
...
ด้านกลุ่มสิทธิมนุษยชน ฮิวแมนไรท์วอตช์ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์คำสั่งล่าสุดของตาลีบัน ระบุว่า เป็นการตัดสินใจที่น่าอับอายซึ่งละเมิดสิทธิทางการศึกษาของผู้หญิงและเด็กหญิงในอัฟกานิสถาน โดยบอกว่าตาลีบันทำให้เห็นชัดเจนขึ้นทุกวันว่าพวกเขาไม่เคารพในสิทธิพื้นฐานของชาวอัฟกันเลย โดยเฉพาะผู้หญิง
ขณะที่ นายเนด ไพรซ์ โฆษกกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ก็ออกมาประณามเช่นกัน และว่าการตัดสินใจนี้จะทำให้เกิดผลที่ตามมาอย่างมีนัยสำคัญต่อตาลีบัน มันจะทำให้พวกเขาถูกโดดเดี่ยวจากประชาคมนานาชาติ และทำให้ความชอบธรรมที่ตาลีบันต้องการไม่เป็นที่ยอมรับมากขึ้น พร้อมเตือนด้วยว่าผลกระทบจากคำสั่งนี้จะทำให้อีกไม่นานประชาชนกว่าครึ่งของอัฟกานิสถานจะไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาในระดับที่สูงเกินชั้นประถมได้
อนาคตของสตรีและประเทศอัฟกานิสถาน
ซาฮาร์ ที่ปรึกษาด้านจิตวิทยาสังคมในอัฟกานิสถาน กล่าวว่า ในช่วง 48 ชั่วโมงหลังจากรัฐบาลตาลีบันประกาศคำสั่งห้ามผู้หญิงเรียนมหาวิทยาลัยออกมา เธอได้รับโทรศัพท์ขอคำปรึกษามากกว่า 50 สาย ผู้หญิงหลายคนบอกว่า เดิมทีเธอมีแผนว่าเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้วอยากไปเรียนต่อที่สหรัฐฯ และในประเทศต่างๆ แต่ตอนนี้เธอรู้สึกสับสนและไม่มั่นใจในอนาคตของตัวเอง
ซาฮาร์มองว่าตอนนี้ผู้หญิงอัฟกันไม่มีทางเลือกมากนัก ไม่ว่าจะเป็นการเรียนออนไลน์ หรือการเรียนอยู่ที่บ้าน ทำให้หลายคนสงสัยว่าผู้หญิงอัฟกานิสถานพอโตมาก็ทำได้เพียงแค่แต่งงานแล้วอยู่บ้านเลี้ยงลูกหรือไม่
ผู้เชี่ยวชาญมองว่า พอถึงจุดหนึ่งก็จะกลายเป็นวันที่มืดมนสำหรับประเทศ เมื่อไม่มีผู้หญิงชาวอัฟกันคนใดเคยผ่านระบบการศึกษามาก่อน ผู้หญิงต้องอยู่แต่ที่บ้าน และเชื่อว่ามีผู้หญิงหลายคนกำลังตัดสินใจอพยพหนีออกจากประเทศของตัวเอง
ที่ผ่านมาการศึกษาของผู้หญิงในอัฟกานิสถานเป็นเหมือนโอกาสพิสูจน์ตัวเองและความชอบธรรมของรัฐบาลตาลีบัน และช่วยให้ชาติต่างๆ ตัดสินใจได้ว่าจะยอมรับรัฐบาลตาลีบันหรือไม่ ขณะที่นโยบายตัดโอกาสทางการศึกษาของผู้หญิงล่าสุดอาจจะทำให้บรรดาประเทศผู้บริจาคเงินช่วยอัฟกานิสถานต้องหันมาทบทวนการตัดสินใจอีกครั้ง ขณะที่ข้อมูลจากองค์การยูเนสโก ระบุว่า ปัจจุบันอัฟกานิสถานพึ่งพาเงินบริจาคจากต่างชาติมาเป็นงบประมาณด้านการศึกษามากถึงกว่า 49%
โดยโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติมองว่า ยิ่งอัฟกานิสถานล่าช้าในการตัดสินใจกลับมาเปิดการศึกษาสำหรับผู้หญิง ก็จะยิ่งส่งผลกระทบต่อวิกฤติเศรษฐกิจ หลังจากอัฟกานิสถานต้องเผชิญความยากลำบากทางเศรษฐกิจอย่างมากในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่าจะมีประชากรกว่า 97% อยู่ในกลุ่มที่มีฐานะทางการเงินต่ำกว่าเส้นแบ่งความจนในปี 2565 นี้
นายอันโตนิโอ กูเตียเรส เลขาธิการสหประชาชาติ เตือนให้รัฐบาลตาลีบันทบทวนการตัดสินใจ เพราะการจำกัดโอกาสทางการศึกษาไม่เพียงละเมิดสิทธิและความเท่าเทียมของสตรี แต่ยังทำให้ประเทศขาดโอกาสที่จะได้รับการพัฒนาและส่งเสริมจากประชากรที่เป็นเด็กหญิง และผู้หญิงในอนาคต.
ผู้เขียน : เพ็ญโสภา สุคนธรักษ์
ข้อมูล : Forbes, Aljazeera, CNN