ผลสำรวจล่าสุดเกี่ยวกับค่าครองชีพจาก 172 เมืองทั่วโลก พบว่ามหานครนิวยอร์ก และสิงคโปร์ ครองตำแหน่งแชมป์เมืองที่มีค่าครองชีพสูงที่สุด ขณะที่ค่าครองชีพเฉลี่ยทั่วโลกเพิ่มขึ้นราว 8.1 เปอร์เซ็นต์
รายงานดัชนีชี้วัดค่าครองชีพสากล ที่จัดทำโดย Economist Intelligence Unit หรือ EIU ในช่วงระหว่างเดือนสิงหาคมถึงกันยายนที่ผ่านมา พบว่านครนิวยอร์ก ของสหรัฐอเมริกา และประเทศสิงคโปร์ ครองตำแหน่งแชมป์ร่วมในฐานะเมืองที่มีค่าครองชีพสูงที่สุดในโลก จากการสำรวจเมืองต่างๆ ทั่วโลก 172 แห่ง นอกจากนี้ยังพบว่าค่าเฉลี่ยของค่าครองชีพจากเมืองต่างๆ เพิ่มขึ้นราว 8.1 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว
ขณะที่เมืองเทลอาวีฟ ที่ครองอันดับ 1 เมื่อปีที่แล้ว ร่วงลงมาอยู่อันดับที่ 3 ในปีนี้ ส่วนนครลอสแอนเจลิส และฮ่องกงติดอยู่ใน 5 อันดับแรก
ส่วนเมืองต่างๆ ในทวีปเอเชีย ภาพรวมแนวโน้มค่าครองชีพไม่ค่อยสูงขึ้นมากนัก โดยมีค่าครองชีพเฉลี่ยเพิ่มขึ้นราว 4.5 เปอร์เซ็นต์ แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลและกระแสการเงิน
...
สำหรับปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อค่าครองชีพ ได้แก่สงครามในยูเครน การคว่ำบาตรของชาติตะวันตก นโยบายคุมโควิดให้เป็นศูนย์ของจีน ทำให้เกิดปัญหาในห่วงโซ่อุปทาน ประกอบกับการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ย และความเปลี่ยนแปลงในอัตราแลกเปลี่ยน ส่งผลต่อค่าครองชีพของทั่วโลก
นอกจากนี้ผลการศึกษาครั้งนี้ยังมีผลที่น่าสนใจอื่นๆ เช่น
- กรุงโตเกียว และโอซากา ปรับลดลงไปหลายอันดับ ไปอยู่อันดับที่ 24 และ 33 ตามลำดับ ผลพวงจากอัตราดอกเบี้ยที่ค่อนข้างต่ำ
- กรุงดามัสกัสเมืองหลวงของซีเรีย และกรุงตริโปลีของลิเบียเป็นเมืองที่ค่าครองชีพต่ำที่สุดในโลก
- นครซิดนีย์ของออสเตรเลีย ค่าครองชีพก้าวกระโดดมาติดอยู่ใน 10 อันดับแรก จากนโยบายลอยตัวค่าเงินดอลลาร์ออสเตรเลีย
- ซานฟรานซิสโกทะยานขึ้นมาอยู่อันดับที่ 8 จากอันดับที่ 24 ปีที่แล้ว
- เมืองที่ค่าครองชีพแพงที่สุด 6 แห่งในจีน ต่างปรับขึ้นมาอยู่อันดับต้นๆ โดยมีเซี่ยงไฮ้มาติดอยู่ใน 20 อันดับแรก
สำหรับ 10 อันดับเมืองที่มีค่าครองชีพแพงที่สุดในโลกประกอบด้วย
สิงคโปร์ และ นิวยอร์ก อันดับ 1
เทลอาวีฟ อิสราเอล อันดับ 3
ฮ่องกง และ ลอสแอนเจลิส อันดับ 4
ซูริค สวิตเซอร์แลนด์ อันดับ 6
เจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ อันดับ 7
ซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา อันดับ 8
ปารีส ฝรั่งเศส อันดับ 9
โคเปนเฮเกน เดนมาร์ก และ ซิดนีย์ ออสเตรเลีย อันดับ 10
ที่มา : บลูมเบิร์ก