- รัสเซียถอนทหารออกจากเมืองเคอร์ซอน เมืองเอกแห่งเดียวที่พวกเขายึดได้นับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์แล้ว หลังถูกกองทัพยูเครนรุกโจมตีอย่างหนักนานหลายสัปดาห์
- นี่นับเป็นความเพลี่ยงพล้ำครั้งใหญ่ที่สุดของรัสเซีย นับตั้งแต่เสียพื้นที่ในแคว้นคาร์คิฟ และอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนของสงคราม เพราะยูเครนได้ที่ดินสำคัญคืนรวมถึงเปิดทางโจมตีเมืองท่าในภาคใต้
- แต่ฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง ทำให้ทั้งฝ่ายยูเครน และรัสเซียต้องคิดหนักว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไปดี ในขณะที่นักวิเคราะห์จากตะวันตกมองว่า นี่อาจเป็นเวลาที่ดีในการเริ่มเจรจาสันติภาพ
คำสั่งถอนทหารออกจากเมืองเคอร์ซอน เมืองเอกแห่งเดียวที่รัสเซียยึดจากยูเครนได้นับตั้งแต่เริ่มโจมตียูเครนเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ กลายเป็นความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ที่สุดของมอสโกในสงครามครั้งนี้ และเกิดขึ้นเพียง 2 เดือนหลังจากกองทัพรัสเซียโดนโต้กลับจนต้องหนีออกจากดินแดนที่ยึดครองในแคว้นคาร์คิฟ
การเสียเมืองเคอร์ซอนอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในสงครามยูเครน เนื่องจากรัสเซียสูญเสียจุดยุทธศาสตร์สำคัญทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำดนีโปร ในขณะที่ยูเครนได้พื้นที่การเกษตรที่จะช่วยหนุนเศรษฐกิจของยูเครนที่กำลังย่ำแย่กลับมา และมีช่องบุกโจมตีต่อไปยังเมืองท่าสำคัญทางตะวันออกเฉียงใต้
แต่ฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง ทำให้สถานการณ์ในยูเครนยิ่งไม่แน่นอนขึ้นไปอีก นักวิเคราะห์แบ่งออกเป็นหลายกลุ่ม บ้างก็เชื่อว่ายูเครนยังโจมตีต่อได้ด้วยการสนับสนุนจากตะวันตก ขณะที่บางกลุ่มมองว่า ช่วงเวลาที่ไม่เหมาะต่อการทำศึกนี้คือเวลาสำหรับการเจรจา เพื่อหาทางออกระหว่างทุกฝ่าย
...
ทำไมรัสเซียถอนกำลังจากเมืองเคอร์ซอน?
พลเอกเซอร์เก ซูโรวิคิน ผู้บัญชาการคนใหม่ของปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียในยูเครน ซึ่งเพิ่งได้รับการแต่งตั้งเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ส่งสัญญาณเตือนมานานแล้วว่า อาจจะต้องมีการตัดสินใจที่ยากลำบาก หากสถานการณ์ทางทหารในเมืองเคอร์ซอนยังคงถดถอย เนื่องจากการโจมตีโต้กลับอย่างหนักจากฝ่ายยูเครน
และการตัดสินใจยากลำบากที่ว่าก็เกิดขึ้นจริงเมื่อ 9 พ.ย. หลังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เซอร์เก ชอยกู อนุมัติถอนทหารออกจากเมืองแห่งนี้ ตามคำแนะนำของพลเอกซูโรวิคิน และในวันต่อมา กองทัพรัสเซียก็เคลื่อนกำลังและยุทโธปกรณ์ทั้งหมดข้ามไปยังฝั่งตะวันออกของแม่น้ำดนีโปร แม่น้ำสายใหญ่และกว้างที่สุดในยูเครน
นายพลซูโรวิคินพยายามรักษาหน้าด้วยการอธิบายว่า นับตั้งแต่เดือนสิงหาคม กองทัพรัสเซียสังหารทหารยูเครนในเคอร์ซอนกว่า 9,500 นาย และยิงทำลายมิสไซล์ของศัตรูได้ 80-90% แต่การถอนกำลังเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อปกป้องชีวิตของพลเรือนและทหาร และไม่มีประโยชน์ที่จะอยู่ในพื้นที่จำกัดฝั่งตะวันตกของแม่น้ำต่อไป
นายราจาน เมนอน ผู้อำนวยการคณะวิจัย Defense Priorities ในสหรัฐฯ ระบุว่า การรักษาเมืองเคอร์ซอนนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้ เพราะยูเครนยิงควบคุมสะพานสายหลักสำหรับข้ามแม่น้ำดนีโปร ทำให้การขนส่งเสบียงสำหรับทหาร 3,000 นาย เป็นเรื่องยากมาก โดยเฉพาะในช่วงที่ฤดูหนาวกำลังจะมาถึงเช่นนี้
การตัดสินใจถอนทหารออกจากเมืองเคอร์ซอนในเวลานี้ยังอาจมีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย โดยประธานาธิบดี โจ ไบเดน แห่งสหรัฐฯ ออกมาตั้งข้อสังเกตว่า “ผมพบว่ามันน่าสนใจที่พวกเขารอจนหลังการเลือกตั้งกลางเทอมจึงมีการตัดสินใจ ในสิ่งที่เรารู้มาสักพักแล้วว่ามันจะเกิดขึ้น”
ขณะที่ นายวลาดิเมียร์ โซลอฟยอฟ นักโฆษณาชวนเชื่อคนดังของสื่อรัสเซียกล่าวว่า “หากเราถอนทหารก่อน 8 พ.ย. มันอาจช่วยพรรคเดโมแครตในการเลือกตั้ง มันจะกลายเป็นของขวัญให้ไบเดน”
ยูเครนยึดคืนเมือง รัสเซียวางแนวป้องกันใหม่
สถานการณ์ล่าสุดในวันศุกร์ที่ 11 พ.ย. 2565 กองทัพยูเครนเข้าสู่เมืองเคอร์ซอน และยึดการควบคุมเมืองกลับมาได้อย่างสมบูรณ์แล้ว โดยประธานาธิบดี โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประกาศเรื่องนี้ผ่านแอปพลิเคชัน เทเลแกรม แต่ผู้นำยูเครนบอกด้วยว่า รัสเซียทิ้งกับระเบิดจำนวนมากออกไว้ภายในเมืองและต้องใช้เวลาในการเก็บกู้
ด้านฝ่ายรัสเซียถอนกำลังทหารและยุทโธปกรณ์ทั้งหมดข้ามไปยังฝั่งตะวันออกของแม่น้ำดนีโปร ซึ่งมีการจัดวางแนวป้องกันตลอดช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้การจัดส่งเสบียงทำได้ง่ายขึ้น และหากพวกเขาเน้นตั้งรับในเชิงลึก กองทัพยูเครนจะต้องเผชิญกับความยากลำบากอย่างมากในการข้ามแม่น้ำไปโจมตีรัสเซีย
อาจเป็นจุดเปลี่ยนของสงคราม
แต่ถึงแม้ว่าฝ่ายยูเครนจะข้ามแม่น้ำดนีโปรได้ยาก รัสเซียก็สูญเสียฐานที่มั่นฝั่งตะวันตกของแม่น้ำ และยูเครนจะไม่ยอมให้รัสเซียข้ามกลับมาอีก นายนิโคไล มิโตรคิน ผู้เชี่ยวชาญด้านรัสเซียจากมหาวิทยาลัยเบรเมน ประเทศเยอรมนี บอกกับสำนักข่าวอัลจาซีรา โดยเขาเสริมด้วยว่า การเสียเมืองเคอร์ซอนยังทำให้รัสเซียเสียโอกาสแบ่งยูเครนเป็น 2 ส่วน ด้วยการเคลื่อนกำลังเข้าสู่ภาคกลางของประเทศแล้ว
ในขณะที่ฝ่ายยูเครนกลับสามารถเคลื่อนทัพข้ามพื้นที่ร้างผู้คนมุ่งสู่เมืองท่าทางตะวันออกเฉียงใต้อย่าง เบอร์เดียนสก์, เมลิโทโปล และ มาริอูโปล ติดชายฝั่งทะเลอะซอฟ ซึ่งเมื่อมันเกิดขึ้น กองทัพรัสเซียที่ยังคงอยู่ในแคว้นเคอร์ซอน 60% ที่พวกเขายังยึดครองอยู่ อาจถูกบีบให้ถอยร่นลงใต้ไปยังแคว้นไครเมีย ส่วนทางตะวันออก รัสเซียอาจต้องถอยเข้าดินแดนของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในภูมิภาคดอนบาส
นายมิโตรคินบอกอีกว่า ดูเหมือนว่าตอนนี้ แผนการยึดภาคใต้ของยูเครนเรื่อยไปจนถึงฝั่งตะวันตกเพื่อเชื่อมกับภูมิภาคทรานส์นิสเตรีย ดินแดนแยกตัวในมอลโดวา จะพังทลายแล้ว แต่ความล้มเหลวที่สุดของรัสเซียคือ การไม่สามารถโค่นอำนาจรัฐบาลของนายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ที่มอสโกเรียกว่าเป็นรัฐบาลนาซีกับการปลดอาวุธยูเครน อันเป็นข้ออ้างที่รัสเซียใช้เป็นเหตุผลในการบุกโจมตีเมื่อเดือนกุมภาพันธ์
การถอนทหารของรัสเซียครั้งนี้ยังทำให้ฝ่ายยูเครนได้พื้นที่กลับคืนมาหลายพันตารางกิโลเมตร รวมถึงพื้นที่เพาะปลูกที่ดีที่สุดบางส่วน โดยนายอเลคเซย์ คุชค์ นักวิเคราะห์ในกรุงเคียฟระบุว่า เรื่องนี้จะช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจของยูเครนที่กำลังดิ่งลงเหว เคอร์ซอนยังเป็นที่ตั้งของโรงงานผลิตอาหารและอู่ผลิตเรือที่ใช้งานการขนส่งธัญพืชและเหล็ก ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลักของยูเครนด้วย แต่การขนส่งยังเป็นไปไม่ได้ในตอนนี้ เพราะรัสเซียควบคุมสันดอน คินเบิร์น สปิต (Kinburn Spit) ที่ขวางเส้นทางออกสู่ทะเลดำของแม่น้ำดนีโปรเอาไว้
พื้นที่การเกษตรนี้ยังอยู่ใกล้กับเขื่อน ‘โนวา คาคอฟกา’ ซึ่งยังอยู่ในมือรัสเซีย และเป็นแหล่งน้ำหลักของคาบสมุทรไครเมีย โดยนักวิเคราะห์คาดว่า ยูเครนจะหาทางชิงเขื่อนแห่งนี้คืนแต่แน่นอนว่าต้องเผชิญการต่อต้านอย่างหนักจากฝ่ายรัสเซีย
...
โอกาสเจรจาช่วงฤดูหนาว
สงครามในยูเครนกำลังจะเข้าสู่ช่วงใหม่เพราะการมาถึงของฤดูหนาว ซึ่งจะทำให้หลายพื้นที่ของยูเครนอุณหภูมิลดต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง แต่นักวิเคราะห์จากชาติตะวันตกบางกลุ่ม รวมถึง สถาบันเพื่อการศึกษาสงคราม (ISW) เชื่อว่า อากาศหนาวอาจไม่กระทบต่อการรุกคืบของกองทัพยูเครน ที่ได้รับการสนับสนุนด้านยุทโธปกรณ์อย่างเต็มที่จากชาติตะวันตกมากถึงขั้นต้องหยุดปฏิบัติการ และอาจใช้ประโยชน์จากผืนดินที่เยือกแข็งเพื่อให้เคลื่อนที่ได้ง่าย มากกว่าตอนที่พื้นเป็นโคลนในฤดูใบไม้ร่วง
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ยูเครนกำลังประสบปัญหาเรื่องพลังงานขาดแคลน หลังโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศจากโดนรัสเซียระดมโจมตีอย่างหนักในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา จนทำให้หลายเมืองทั่วประเทศ รวมถึงที่กรุงเคียฟ ไม่มีไฟฟ้าใช้ ประชาชนต้องใช้ชีวิตตอนกลางคืนในความมืดมิดท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บ การสู้รบในช่วงฤดูหนาวอาจไม่ใช่ความคิดที่ดี
ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีเซเลนสกีผู้เคยประกาศกร้าวว่าจะไม่เจรจากับรัสเซีย เริ่มผ่านท่าทีลง โดยเขาบอกเมื่อวันจันทร์ว่า เปิดกว้างสำหรับการเจรจาสันติภาพ “จริงๆ” กับรัสเซีย ขณะที่ความเพลี่ยงพล้ำต่อเนื่องของรัสเซียทำให้เริ่มมีเจ้าหน้าที่บางคนที่พูดถึงเรื่องการเจรจากับยูเครนแล้ว ซึ่งนักวิเคราะห์ในสหรัฐฯ มองว่า ช่วงฤดูหนาวนี่แหละ คือเวลาที่เหมาะสมที่สุด
หากการเจรจาเกิดขึ้นจริง มอสโกอาจพยายามเรียกร้องให้ยูเครนยอมรับดินแดนที่พวกเขายึดครองส่วนที่เหลือว่าเป็นของรัสเซีย และขอให้ยูเครนหยุดการโจมตีตอบโต้ และกับการคืนแคว้นเคอร์ซอนแก่ยูเครน และหยุดการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ แต่รัฐบาลเคียฟที่กำลังได้เปรียบในตอนนี้คงไม่ยอมง่ายๆ แน่นอน
ผู้เขียน : ทิตชนม์ สว่างศรี
ที่มา : aljazeera , nbcnews , ft
...