ในวันนี้ 16 ต.ค. จะเป็นวันแรกของการประชุม “สมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีน” ครั้งที่ 20 ซึ่งถือว่ามีความสำคัญยิ่ง เนื่องจากเป็นห้วงเวลาของการเปลี่ยนถ่ายอำนาจครั้งใหญ่ภายในประเทศจีน
โดยกระบวนการจะมีขึ้นในมหาศาลาประชาชน ณ กรุงปักกิ่ง ดำเนินการแบบขั้นพีระมิด เริ่มจากสมาชิกสภาพรรคคอมมิวนิสต์จีนกว่า 2,200 คน จะมีการคัดเลือกเฟ้นหาสมาชิกคณะกรรมการกลาง (Central Committee) ราว 200 คน และสมาชิกสำรองราว 170 คน อันประกอบไปด้วยตำแหน่งสำคัญ เช่น ผู้ว่าราชการท้องถิ่น ผู้ว่าการนครเซี่ยงไฮ้ เสนาธิการกองทัพ หรือประธานบริษัทรัฐวิสาหกิจ
จากนั้นกลุ่มนี้จะดำเนินการขั้นตอนต่อไปนั่นคือ การลงมติรับรองคณะกรรมการกรมการเมืองโปลิตบูโร (Politburo) จำนวนมากกว่า 20 คนขึ้นไป (ปัจจุบัน 25 คน) บอร์ดชุดนี้จะทำหน้าที่วางนโยบายผ่านการจัดประชุมแบบรายเดือนและเป็นบุคคลที่ครองตำแหน่งสำคัญยิ่งขึ้นไปอีก อาทิ หัวหน้าสาขาพรรคคอมมิวนิสต์จีน ผู้บัญชาการกองทัพ
และปิดด้วยขั้นตอนสุดท้ายคือ การรับรองกลุ่มบุคคลที่จะเป็นผู้กุมอำนาจระดับยอดพีระมิดจำนวน 5-11 คน ที่เรียกว่า คณะกรรมการกรมการเมืองถาวร (Politburo Standing Committee)
...
ปัจจุบันคณะปกครองสูงสุดดังกล่าวมีทั้งหมด 7 คน ได้แก่ นาย “สี จิ้นผิง” ประธานาธิบดีจีนวัย 69 ปี นาย “หลี่ เค่อเฉียง” นายกรัฐมนตรีจีน นาย “ลี่ จ้านซู” ประธานคณะกรรมการประจำสภาผู้แทนประชาชน นาย “หวัง หยาง” ประธานสภาที่ปรึกษาการเมือง นาย “หวัง หูหนิง” นักทฤษฎีการเมือง นาย “เจ้า เล่อจี้” หัวหน้าสำนักงานปราบปรามการทุจริต และนาย “หาน เจิ้ง” รองนายกรัฐมนตรีจีน กลุ่ม 7 เซียน จะจัดการประชุมกันแบบรายสัปดาห์และตัดสินใจ “เรื่องสำคัญ” ที่จะมากำหนดทิศทางและอนาคตของประเทศ
การประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอม มิวนิสต์จีน ซึ่งจะจัดขึ้นทุกๆ 5 ปี ในครั้งนี้ มีรายงานคาดคะเนว่า จะมีการเปลี่ยนตัวผู้มีอำนาจเบอร์ 2 หรือนายกรัฐมนตรีจีน เพราะนายหลี่ เค่อเฉียง จะมีอายุเกินธรรมเนียมปฏิบัติ 67 ปี และมีกำหนดเกษียณภายในเดือน มี.ค.ปีหน้า
โดย “แคนดิเดต” หรือผู้ที่อาจจะเข้ามารับตำแหน่งแทน มีทั้งนาย “หวัง หยาง” ประธานสภาที่ปรึกษาการเมือง นาย “หาน เจิ้ง” รองนายกรัฐมนตรีจีน นาย “หลี่ เฉียง” หัวหน้าสาขาพรรคประจำนครเซี่ยงไฮ้ และนาย “หู ชุนหัว” รองนายกรัฐมนตรีจีนลำดับ 3 อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์หลายฝ่ายระบุว่า โผมีความไม่ชัดเจนอยู่มาก เนื่องจากทั้งหมดก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป
สำหรับนายหวัง หยาง วัย 67 ปี มีเสียงเล่าว่า มีความจงรักภักดีต่อผู้นำสี จิ้นผิง ทำตัวโลว์โปรไฟล์ ไม่แย่งซีน ทั้งยัง “ไม่เป็นภัยคุกคาม” ในเกมอำนาจ เนื่องจากอยู่ได้อีกปีเดียวก็เกษียณ อายุ แต่ก็มีความพัวพันเกี่ยวข้องกับกลุ่มสันนิบาตยุวชนคอมมิวนิสต์ กลุ่มทรงอิทธิพลที่ถูกลดอำนาจในยุคผู้นำสี จิ้นผิง ส่วนนายหาน เจิ้ง ก็เป็นไปได้แม้จะอายุถึงเกณฑ์ 68 ปีในเดือน เม.ย.ปีหน้า เนื่องจากมีบทบาทซัพพอร์ต สนับสนุนผู้นำได้ดีตลอดมา
ขณะที่นายหลี่ เฉียง วัย 63 ปี มีแต้มบวกเรื่องความจงรักภักดีจนมีเสียงลือว่าเป็นหนึ่งในลูกน้องที่ไว้ใจได้ที่สุด แต่ปัญหาคือประสบ การณ์อาจไม่เหมาะที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งมีประวัติด่างพร้อยเรื่องการสั่ง “ล็อกดาวน์” นครเซี่ยงไฮ้เป็นเวลา 2 เดือน เกิดเสียงกร่นด่าและสร้างภาพเสียหายแก่จีนในสายตาประชาคมโลก
ส่วนนายหู ชุนหัว วัย 59 ปี เป็นรุ่นน้องนายหวัง หยาง ที่เติบโตมาในกลุ่มยุวชน มีผลงานเรื่องการบรรเทาทุกข์เกษตรกรและแก้ไขความยากจนทั้งในระดับประเทศ รวมถึงในทิเบต มองโกเลียใน และมณฑลกวางตุ้ง กระนั้น เรื่องอายุที่ห่างกับผู้นำสี จิ้นผิง ในระดับทศวรรษ อาจเป็นดาบสองคม ทางหนึ่งคือความกังวลว่า หากได้เลื่อนขั้นก็จะอยู่ในอำนาจเป็นเวลานาน จะกลายเป็น “เสือตัวใหม่” หรือไม่ อีกทางหนึ่งคือ การที่อายุห่างกันจะทำให้มีความเคารพยำเกรงผู้อาวุโส ซึ่งเป็นสิ่งที่คนจีนและเอเชียยึดถือ
แต่ทั้งหมดทั้งปวง สิ่งที่ชัดเจน ณ เพลานี้ คือ ผู้นำ “สี จิ้นผิง” จะดำรงตำแหน่งประธานา ธิบดีต่อไปอีก 5 ปี เป็นสมัยที่ 3 (หลังปี 2561 ได้มีการแก้กฎจำกัดวาระดำรงตำแหน่ง 2 สมัยทิ้งไป เพื่อเปิดทางให้เป็นผู้นำได้ตลอดชีพ) พ่วงด้วยการนำ “แนวคิด สี จิ้นผิง” หลักปรัชญาชาตินิยม-สังคมนิยม การกระจายความร่ำรวยอย่างเหมาะสม (นายทุนรวยแล้ว ไม่จำเป็นต้องรวยกว่านี้ ถึงเวลาแล้วที่จะร่วมด้วยช่วยกันให้ชาวบ้านทั่วไปกินอยู่ดี) บรรจุเข้าไปใน “รัฐธรรมนูญ” หรือที่เรียกว่า “ธรรมนูญพรรคคอมมิวนิสต์จีน”
...
ผู้นำสี จิ้นผิง กุมอำนาจไว้เบ็ดเสร็จทั้งประธานาธิบดีจีน-ผู้นำรัฐบาล เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน-ผู้นำพรรค และประธานคณะกรรมาธิการทหารส่วนกลาง-ผู้บัญชาการสูงสุดเหล่าทัพทั้งกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนและตำรวจ จึงไม่แปลกที่การต่ออายุบริหารครั้งนี้จะมีเสียงยกย่องว่าสถานะของผู้นำ สี จิ้นผิง ได้ผงาดขึ้นมาเทียบชั้นกับประธาน “เหมา เจ๋อตุง” ผู้ก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน
และก็ไม่แปลกเลยที่จะมีเสียงซุบซิบด้วยว่า ตำแหน่ง “ประธานพรรคคอมมิวนิสต์จีน” ซึ่งเป็นของประธานเหมาและถูกยกเลิกไปในปี 2525 อาจตกเป็นของผู้นำท่านนี้ในอีกไม่ช้า.
วีรพจน์ อินทรพันธ์