- คำว่าแซนด์วิช เจเนอเรชัน ถูกพูดถึง และเป็นที่รู้จักมาหลายปีแล้ว โดยเป็นคำที่ใช้เรียกกลุ่มคนที่อยู่ในวัยกลางคนที่มีลูกแล้ว และต้องเริ่มดูแลพ่อแม่ที่แก่ชราลง
- ผลวิจัยจากหลายประเทศต่างชี้ว่าคนกลุ่มแซนด์วิช เจเนอเรชัน เป็นกลุ่มที่มีความเครียดสูง เนื่องจากต้องแบกรับภาระหน้าที่หลายๆ ด้านพร้อมกัน โดยเฉพาะในระยะหลังที่ประชากรสูงวัยเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว
- ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้คนกลุ่มนี้ควรวางแผนการเงินให้ดี รวมทั้งต้องมีเงินออมเพื่อใช้รับมือกับสิ่งที่ไม่คาดคิด และแบ่งเวลาให้กับตัวเอง
แซนด์วิช เจเนอเรชัน คืออะไร?
แซนด์วิช เจเนอเรชัน (Sandwich Generation) คือกลุ่มคนในช่วงอายุระหว่าง 35-60 ปี ที่ต้องดูแลลูกและยังต้องดูแลพ่อแม่ที่กำลังชราลงในเวลาเดียวกัน โดยพวกเขาต้องดูแลทั้งจิตใจและร่างกายของลูกพร้อมสนับสนุนด้านการเงิน ในขณะที่ต้องช่วยเหลือดูแลการใช้ชีวิตประจำวันของพ่อแม่ที่แก่ชราเช่นกัน โดยแซนด์วิช เจเนอเรชัน เป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์ทางสังคมที่เกิดขึ้นทั่วโลกและเป็นภาวะที่จะสร้างความเครียดให้คนวัยทำงานที่กำลังสร้างครอบครัวแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยคำๆ นี้ถูกบัญญัติขึ้นมาตั้งแต่ปี 1980 แล้ว
หากเปรียบเทียบกับภาพของแซนด์วิช กลุ่มวัยทำงานเหล่านี้ก็คือส่วนตรงกลางของแซนด์วิชที่ถูกประกบด้วยค่าใช้จ่าย ความกดดัน จากทั้งสองเจเนอเรชันนั่นเอง โดยคนที่อยู่ในแซนด์วิช เจเนอเรชัน มักจะต้องวางแผนการเงินหลายด้าน ทั้งแผนการออกเงินในวัยเกษียณของตนเอง เงินสำหรับอนาคตของลูก และเงินสำหรับดูแลสุขภาพของพ่อและแม่
...
แซนด์วิช เจเนอเรชัน ในแต่ละประเทศ
แซนด์วิช เจเนอเรชัน ในแต่ละประเทศอาจจะมีช่วงวัยที่แตกต่างกันออกไป โดยข้อมูลจากบีบีซี ระบุว่าในฟิลิปปินส์ กลุ่มแซนด์วิช เจเนอเรชัน มักเป็นผู้หญิงที่มีอายุระหว่าง 30-35 ปี ในขณะที่ในอังกฤษจะอยู่ในช่วงอายุระหว่าง 45-54 ปี ส่วนในสหราชอาณาจักร ราว 3 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากรกำลังรับภาระดูแลคนในครอบครัวมากกว่าหนึ่งรุ่น และในสหรัฐฯ พบว่า มีคนวัยกลางคนกว่า 40 ล้านคนที่กำลังรับหน้าที่ดูแลคนในครอบครัวที่เป็นผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไปอยู่ โดยหลังจากนี้จำนวนผู้ที่อยู่ในสภาวะแซนด์วิชจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ปัจจัยที่ทำให้จำนวนแซนด์วิช เจเนอเรชัน เพิ่มขึ้น
เนื่องจากคนส่วนใหญ่มีลูกในขณะที่อายุมากขึ้น ขณะที่อายุเฉลี่ยของคนยืนยาวขึ้น ประกอบกับอัตราการเกิดที่ลดต่ำลง ทำให้หลายประเทศต้องเผชิญกับสังคมสูงวัยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และคนสูงวัยเหล่านี้จะต้องมาอยู่ในความดูแลของคนรุ่นลูกรุ่นหลานต่อไป อย่างในสิงคโปร์จากรายงานประจำปีของสำนักงานประชากรและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เมื่อวันที่ 27 กันยายนปี 2565 ที่ผ่านมา พบว่า 1 ใน 4 ของชาวสิงคโปร์จะมีอายุยืนถึง 65 ปีขึ้นไปภายในปี 2030 ขณะที่สัดส่วนของประชากรที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปจะเพิ่มสูงขึ้น ในอัตราที่เร็วมากขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะส่งผลให้กลุ่มคนแซนด์วิช เจเนอเรชัน ที่ต้องดูแลทั้งผู้สูงอายุและเด็กต้องเผชิญกับความตึงเครียดทางการเงินเพิ่มขึ้น
ข้อแนะนำสำหรับคนที่อยู่ในแซนด์วิช เจเนอเรชัน
เด็บบี้ โอเบอร์แลนเดอร์ นักจิตวิทยาในรัฐนิวเจอร์ซีย์ของสหรัฐฯ ระบุว่า การที่คนกลุ่มแซนด์วิชต้องทุ่มเทให้กับการดูแลผู้อื่นจำนวนมาก สิ่งหนึ่งที่พวกเขาจะลืมไม่ได้ก็คือการดูแลตัวเอง พวกเขาควรที่จะเริ่มหาเวลาให้กับตัวเองบ้าง อย่างการเข้าร่วมกลุ่มบำบัด เพื่อปรึกษาปัญหา เพื่อให้รู้สึกว่าตัวเองก็มีความสำคัญ และความยากลำบากของพวกเขามีคนที่รับฟัง นอกจากนี้หากเผชิญปัญหาอย่าเก็บไว้คนเดียว แต่ควรเอ่ยปากขอความช่วยเหลือ ทั้งจากคนในครอบครัว หรือเพื่อน ที่สำคัญหาเวลาพักทั้งร่างกายและจิตใจบ้าง
สอดคล้องกับ เลสลี่ อดัมส์ นักบำบัดจิตของโรงพยาบาลนอร์ท เวสเทิร์น เมดิซิน เซ็นทรัล ดูเพจ ระบุว่า ช่วงวัยนี้เป็นช่วงที่มีความเครียดมาก เพราะต้องทุ่มเทเวลาไปกับการดูแลคนอื่นจนลืมใส่ใจตัวเอง ซึ่งจะทำให้เกิดภาวะหงุดหงิด เหงา และขุ่นเคืองใจได้ง่าย ดังนั้นก่อนที่จะไปช่วยคนอื่นให้กลับมาดูแลตัวเอง บอกกับตัวเองว่า คุณทำดีที่สุดแล้ว และควรหาเวลาพักจิตใจของตัวเองบ้าง ซึ่งนั่นจะช่วยให้คุณสามารถทำหน้าที่ดูแลพ่อแม่และลูกของคุณได้ดียิ่งขึ้น
...
ราเชล เบนจามิน ผู้อำนวยการสังคมสงเคราะห์ ทริเบคา มาเตอร์นิตี้ในสหรัฐฯ ระบุว่า งานดูแลคนอื่นไม่ใช่งานง่าย เพราะมันต้องอุทิศหลายสิ่งหลายอย่างให้ ต้องมุ่งมั่นและเต็มใจที่จะทำ และคนเราสามารถทำผิดพลาดได้ในบางครั้งเพื่อการเรียนรู้ โดยการแบ่งเวลาเพื่อหันมาดูแลตัวเองไม่ใช่การเห็นแก่ตัว แต่มันเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำอย่างยิ่ง และเมื่อเกิดความเครียดเหนื่อยล้า อาจจะต้องลองปรับมุมมองไปในแง่บวก เช่น การขอบคุณที่เรายังมีพ่อแม่อยู่ให้ดูแล มีสามีภรรยาที่ช่วยสนับสนุนทำให้ทุกอย่างผ่านไปได้ รวมทั้งต้องมีเมตตาต่อคนที่เราดูแล โดยบางครั้งอาจจะจำเป็นต้องแบ่งเบาภาระด้านอื่นๆให้คนอื่นช่วยรับผิดชอบบ้าง เช่น การแบ่งงานบ้านง่ายๆ ให้ลูกช่วยทำ เพื่อให้เรามีเวลาดูแลพ่อแม่มากขึ้น หรือให้พี่น้องมารับส่งพ่อแม่เพื่อไปหาหมอตามนัดบ้าง
...
ขณะที่ นายตัน ชิน หยู ที่ปรึกษาอาวุโสของบริษัทด้านการลงทุน โปรวิเดนท์ ระบุว่า การวางแผนที่เหมาะสมเป็นเรื่องที่จำเป็น และให้จัดลำดับความสำคัญก่อนหลังให้ดี โดยทั่วไปทุกคนควรจะเก็บเงินให้ได้อย่างน้อย 20 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ โดยแต่ละบุคคลจะมีรายได้ที่แตกต่างกันอยู่แล้ว ดังนั้นจึงควรพิจารณารายได้ของตัวเอง เพื่อวางแผนว่าเราจำเป็นที่จะต้องใช้เงินเท่าไร โดยเฉพาะเมื่อต้องอยู่ในแซนด์วิช เจเนอเรชัน ที่ต้องแบ่งเงินส่วนหนึ่งไปดูแลลูก รวมทั้งเตรียมเงินสำหรับพ่อแม่ที่อาจจะไม่มีประกันสุขภาพ ที่ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลเป็นเงินจำนวนไม่น้อย และแน่นอนว่าต้องไม่ลืมเงินที่จะเก็บไว้สำหรับตัวเองในยามเกษียณ เพื่อไม่ให้ลูกหลานต้องรับภาระหนัก เมื่อพวกเขาต้องกลายมาเป็นแซนด์วิช เจเนอเรชัน ในวันข้างหน้าด้วย.
ผู้เขียน : อาจุมมาโอปอล
ที่มา : แชนแนลนิวส์เอเชีย , บีบีซี, เวรี่เวลมายด์