• โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศแผนยกเลิกหนี้เงินกู้เพื่อการศึกษาของภาครัฐบางส่วน แก่ผู้มีรายได้ไม่เกิน 125,000 ดอลลาร์ต่อไป เพื่อแบ่งเบาภาระประชาชน

  • แผนของเขาเผชิญเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าไม่ทั่วถึง และถูกตั้งคำถามว่าเป็นธรรมต่อผู้ที่จ่ายหนี้ไปแล้วหรือไม่

  • ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่า การยกเลิกหนี้ครั้งนี้จะทำให้ประชาชนมีกำลังซื้อมากขึ้นบ้าง แต่ก็อาจทำให้ภาวะเงินเฟ้อที่สูงอยู่แล้ว เพิ่มขึ้นไปอีก

ประธานาธิบดี โจ ไบเดน แห่งสหรัฐฯ เปิดเผยแผนยกเลิกหนี้เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาของภาครัฐ ที่ชาวอเมริกันเฝ้ารอมาอย่างยาวนานแล้ว เมื่อวันพุธที่ 24 ส.ค. 2565 โดยจะยกเลิกหนี้มากสุด 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่ชาวอเมริกันหลายล้านคนที่มีรายได้ไม่ถึง 125,000 ดอลลาร์ต่อปี หรือครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำกว่า 250,000 ดอลลาร์ต่อปี

รัฐบาลยังจะยกเลิกหนี้ไม่เกิน 20,000 ดอลลาร์แก่นักเรียนนักศึกษาที่ได้รับสิทธิ์ ‘Pell Grant’ ซึ่งจะมอบทุนให้ผู้ต้องการความช่วยเหลือทางการเงินมากที่สุด และจะขยายเวลาผ่อนผันชำระหนี้ที่จะมาถึงในวันที่ 31 ส.ค.ออกไปจนถึงสิ้นปี

การยกเลิกหนี้ กยศ.เป็นข้อถกเถียงในสหรัฐฯ มานานนับปี แผนของไบเดนที่ออกมายังยกเลิกหนี้น้อยกว่าที่ผู้อาวุโสของพรรคหลายคนเรียกร้องที่คนละ 50,000 ดอลลาร์ ส่วนฝ่ายรีพับลิกันออกโรงโจมตีว่าเป็นความพยายามเพิ่มคะแนนเสียงก่อนจะถึงวันเลือกตั้งกลางเทอมช่วงฤดูใบไม้ร่วงนี้

ด้านนักเศรษฐศาสตร์คาดว่า การยกหนี้ของไบเดนจะส่งผลต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ทั้งในด้านดีและร้าย ขณะที่นักวิจารณ์หลายคนชี้ว่า มาตรการของไบเดนไม่ทั่วถึงผู้ที่กำลังต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด และไม่เป็นประโยชน์ต่อผู้ที่จ่ายหนี้ไปแล้ว ทำให้เกิดการตั้งคำถามว่า แผนการของประธานาธิบดีสหรัฐฯ นั้น ยุติธรรม หรือไม่?

...

หนี้ กยศ.สหรัฐฯ มาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?

ชาวอเมริกันเชื่อมาตลอดว่า การศึกษาขั้นสูงเป็นใบเบิกทางสู่รายได้ที่มากขึ้น และหลายคนตัดสินใจกู้หนี้ กยศ.ของภาครัฐ เพื่อรับการศึกษา แต่ช่วงหลายปีที่ผ่านมา ค่าเล่าเรียนกลับเพิ่มสูงขึ้นเช่นเดียวกับปริมาณหนี้โดยรวม ที่เพิ่มขึ้นจาก 15 ปีก่อนถึง 3 เท่า จากราว 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2550 เป็น 1.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐอย่างทุกวันนี้

มาร์แชล สตีนบัม อาจารย์เศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยยูทาห์ และผู้ทำวิจัยเรื่องการกู้ยืมของนักศึกษา ระบุว่า หนี้ที่กองพะเนิน คือหลักฐานว่า โครงสร้างธุรกิจในปัจจุบันสำหรับการศึกษานั้นล้มเหลว และการที่ค่าแรงหยุดนิ่งอยู่กับที่ แต่ค่าเรียนเพิ่มสูง ทำให้คนหนุ่มสาวใช้หนี้ได้ยากขึ้น

ปัจจุบันมีชาวอเมริกันราว 43 ล้านคนที่เป็นหนี้ กยศ.ของภาครัฐ หมายความว่า มีชาวอเมริกันผู้ใหญ่ 1 ใน 6 หรือชาวอเมริกันที่จบการศึกษาขั้นสูงกว่ามัธยมปลายเป็นอย่างน้อย จำนวน 1 ใน 3 ที่เป็นหนี้ กยศ. โดยค่าเฉลี่ยของหนี้อยู่ที่มากกว่า 17,000 ดอลลาร์เล็กน้อย มีผู้กู้ราว 17% เท่านั้นที่เป็นหนี้ไม่ถึง 10,000 ดอลลาร์

ขณะที่ผู้เป็นหนี้ก้อนโตมากกว่า 60,000 ดอลลาร์มีจำนวนมากถึง 16% ของผู้เป็นหนี้ กยศ.ทั้งหมด ทำให้ดูเหมือนว่า การยกเลิกหนี้ 10,000 ดอลลาร์ของไบเดนนั้นจะยังไม่เพียงพอ

หวั่นทำเงินเฟ้อพุ่ง

หนี้การศึกษาเป็นหนี้ครัวเรือนก้อนใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ของชาวอเมริกัน คิดเป็น 10% ของหนี้ครัวเรือทั้งหมด เฉลี่ยแล้ว ผู้คนจะต้องจ่ายหนี้ กยศ.จำนวน 222 ดอลลาร์ทุกเดือน ทำให้เงินที่พวกเขาจะเอาไว้ใช้ซื้อสินค้าและบริการต่างๆ ลดลง กระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวม

แต่ถึงแม้ว่ามาตรการของไบเดนจะไม่พอช่วยลูกหนี้ทั้งหมด นักวิเคราะห์คาดว่ามันจะส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่องบประมาณในแต่ละเดือนของประชาชน ซึ่งจะช่วยเพิ่มการกำลังซื้อ แต่ก็อาจทำให้อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ที่อยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติกาลอยู่แล้ว เพิ่มสูงขึ้นไปอีกได้

นักเศรษฐศาสตร์หลายคนเชื่อว่าผลกระทบต่อเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับปานกลาง เพราะกำลังซื้อต่อเดือนที่เพิ่มขึ้นนั้นมีเพียง 200-300 ดอลลาร์เท่านั้น ขณะที่ นายแลร์รี ซัมเมอร์ อดีตรัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เตือนว่า การยกหนี้ กยศ.นอกจากมีความเป็นไปได้ที่จะทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นแล้ว ยังอาจทำให้สถาบันการศึกษาต่างๆ ขึ้นค่าเรียนได้ง่ายขึ้นด้วย

...

แผนของไบเดน ยุติธรรมหรือไม่?

นักวิเคราะห์จำนวนมากให้คำตอบได้เลยว่า “ไม่ยุติธรรม” แผนของไบเดนไม่มีประโยชน์ต่อผู้ที่จ่ายหนี้ไปแล้ว หรือผู้ที่เลือกไม่เรียนต่อมหาวิทยาลัย และไม่ได้แก้ไขที่รากของปัญหา ซึ่งก็คือค่าเล่าเรียนที่สูงขึ้นตลอด 40 ปีที่ผ่านมา

นอกจากนั้น แผนนี้ยังไม่ได้เข้าถึงกลุ่มสังคมและเศรษฐกิจที่แตกต่างกันอย่างเท่าเทียม โดยตามข้อมูลวิจัยของสถาบันบรูกลิน หลังจากเรียนจบปริญญาตรี 4 ปี บัณฑิตที่เป็นคนผิวดำ จะมีหนี้มากกว่าบัณฑิตผิวขาวเกือบ 25,000 ดอลลาร์ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะโดยเฉลี่ยแล้ว พวกเขากู้มากกว่านักศึกษาผิวขาว แต่กลับมีรายได้หลังเรียนจบแล้วน้อยกว่าราว 5,000 ดอลลาร์ การยกหนี้ 10,000 ดอลลาร์ จึงไม่เพียงพอ

ขณะที่ นายสตีนบัม กล่าวว่า ผู้ที่ออกมาคัดค้านการยกหนี้ของไบเดน ไม่เข้าใจความเปลี่ยนแปลงมากมายในภาคการศึกษา, หนี้ และรายได้ ที่เกิดขึ้นในช่วง 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมา เพราะมันยากขึ้นเรื่อยๆ ที่จะหางานได้ด้วยวุฒิการศึกษาที่น้อยกว่า กลุ่มคนชั้นแรงงานรุ่นก่อนๆ ซึ่งเคยละทิ้งการศึกษาขั้นสูง ตอนนี้ต้องใช่เงินเพื่อให้ได้ปริญญาเพื่อหางานทำ การศึกษาไม่ใช่ความหรูหราอีกต่อไป แต่เป็นความจำเป็นสำหรับคนส่วนใหญ่ไปแล้ว

นายสตีนบัม ยอมรับว่า เขาไม่ได้พอใจแผนของไบเดนทั้งหมด เพราะมันไม่ได้แก่ปัญหาที่แท้จริง คือการเพิ่มขึ้นของค่าเล่าเรียนที่แต่ละบุคคลต้องแบกรับ แทนที่รัฐบาลจะสนับสนุนทุนแก่สถาบันการศึกษา พวกเขากลับปล่อยกู้ พอนักศึกษาจ่ายไม่ไหวก็เข้ามาล้างหนี้ “เราแค่เลี่ยงที่จะจัดการปัญหาสำคัญไปเรื่อยๆ ในขณะที่ปัญหาเลวรายลงทุกวัน”

ด้าน นายแมตต์ ดริสโคลล์ คอลัมนิสต์จากหนังสือพิมพ์ The News Tribute กล่าวว่า เป็นความจริงที่มาตรการของไบเดน ไม่ยุติธรรม แต่บางครั้งเราก็ยึดติดกับคำว่า ยุติธรรม หรือ ไม่ยุติธรรม มากเกินไป การยกหนี้จะช่วยแบ่งเบาภาระหนี้สิน และทำให้ชาวอเมริกันนับล้านใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น และอาจมีส่วนช่วยเศรษฐกิจของชุมชนและท้องถิ่นมากขึ้นด้วย





ผู้เขียน : ทิตชนม์ สว่างศรี

ที่มา : BBC , TheNewsTribune , NPR

...