โจ ไบเดน ประกาศยกเลิกหนี้เงินกู้เพื่อการศึกษา แก่ผู้ที่มีรายได้ไม่เกิน 125,000 ดอลลาร์ จำนวนคนละไม่เกิน 10,000 ดอลลาร์ และขยายเวลาผ่อนผันชำระหนี้ไปจนถึงสิ้นปี
สำนักข่าวบีบีซี รายงานว่า ประธานาธิบดี โจ ไบเดน แห่งสหรัฐฯ ประกาศในวันพุธที่ 24 ส.ค. 2565 ว่า รัฐบาลจะยกเลิกหนี้เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาของรัฐบาลกลาง แก่ผู้กู้จำนวนหลายล้านคนที่มีรายได้ไม่เกิน 125,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี จำนวนคนละไม่เกิน 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนถึงเส้นตายใช้หนี้ในวันที่ 31 ส.ค.นี้
นอกจากนั้น รัฐบาลจะยกเลิกหนี้ กยศ.ไม่เกิน 20,000 ดอลลาร์ สำหรับผู้กู้ในโครงการ Pell Grants ซึ่งจัดไว้สำหรับกลุ่มที่มีปัญหาทางการเงินมากที่สุด และขยายเวลาผ่อนผันชำระหนี้ชั่วคราวครั้งสุดท้าย ซึ่งเริ่มใช้มาตั้งแต่มีนาคม 2563 ออกไปจนถึง 31 ธ.ค.ปีนี้
ปัจจุบันในสหรัฐฯ มีชาวอเมริกันเป็นหนี้ กยศ.อยู่ประมาณ 43 ล้านคน รวมเป็นเงินถึง 1.6 ล้านล้านดอลลาร์ โดย 1 ใน 5 ของจำนวนนี้เป็นหนี้ไม่ถึง 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ
ประธานาธิบดีไบเดนกล่าวที่ทำเนียบขาวในวันพุธ ระบุว่า แผนการของเขาจะทำให้ครอบครัวชั้นกลางและชั้นแรงงานมีพื้นที่หายใจมากขึ้น “ภาระมันหนักหนามากถึงขั้นที่คุณเรียนจบไปแล้ว คุณอาจจะยังไม่ความสามารถเข้าถึงการใช้ชีวิตของคนชั้นกลาง ที่ครั้งหนึ่งวุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรีเคยให้ได้” ไบเดนเสริมด้วยว่า 1 ใน 3 ของผู้กู้ กยศ.มีหนี้แต่ไม่มีปริญญา
ทั้งนี้ ประกาศของนายไบเดนเกิดขึ้นหลังจากมีการถกเถียงเป็นการภายในทำเนียบขาวนานกว่า 1 ปี ท่ามกลางแรงกดดันจากสมาชิกพรรคเดโมแครตหัวก้าวหน้า ขณะที่สมาชิกพรรคคนสำคัญอย่าง นายชัค ชูเมอร์ ผู้นำเสียงข้างมากแห่งวุฒิสภา และนางเอลิซาเบธ วอร์เรน เป็นหนึ่งในผู้ผลักดันให้ไบเดนใช้อำนาจประธานาธิบดีล้างหนี้ กยศ.
...
อย่างไรก็ตาม แผนของไบเดนยังต่ำกว่าที่นายชูเมอร์ และนางวอร์เรนเรียกร้อง โดยพวกเขาต้องการให้ยกเลิกหนี้ กยศ.ถึงคนละ 50,000 ดอลลาร์ ซึ่งนายไบเดนพูดถึงเรื่องนี้ด้วยว่า แผนการของเขาเป็นแผนที่มีความรับผิดชอบทางเศรษฐกิจ และจะไม่มีบุคคล หรือครอบครัวที่มีรายได้สูงได้รับประโยชน์จากมาตรการนี้
อนึ่ง การยกเลิกหนี้จำนวน 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่ผู้กู้ กยศ.แต่ละคนซึ่งมีรายได้ไม่เกิน 125,000 ดอลลาร์ จะทำให้รัฐบาลกลางสหรัฐฯ ต้องใช้งบประมาณราว 3 แสนล้านดอลลาร์ ตามการประเมินของมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ทำให้เกิดเสียงต่อต้านจากฝ่ายรีพับลิกัน และสมาชิกเดโมแครตสายกลางบางคนว่า การทำเช่นนี้จะส่งผลให้เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นอีก ขณะที่บางคนระบุว่า เป็นเรื่องไม่ยุติธรรมต่อผู้ที่จ่ายหนี้ กยศ.ไปหมดแล้วด้วยตัวเอง.