- หน่วยงานสาธารณสุขในหลายประเทศ กำลังจับตาดูความเคลื่อนไหวของไวรัสโควิดโอมิครอน สายพันธุ์ย่อยใหม่ BA.2.75 ที่กลายมาจาก BA.2 ซึ่งเคยระบาดอย่างหนักในสหรัฐฯ
- BA.2.75 หรือเซนทอรัส ถูกพบว่ามีการกลายพันธุ์ที่โปรตีนหนามมากกว่าเชื้อรุ่นก่อนถึง 9 ตำแหน่ง อาจทำให้เกิดการติดเชื้อ และติดต่อง่ายขึ้น
- อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญหลายคนไม่เชื่อว่าไวรัสสายพันธุ์นี้จะเป็นที่น่ากังวลอย่างที่หวาดกลัวกัน เนื่องจากยังไม่มีหลักฐานว่ามันทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อ และเสียชีวิตเพิ่มขึ้น
ในขณะที่หลายประเทศในยุโรป, อเมริกา และแถบเอเชีย กำลังเผชิญกับการแพร่กระจายของไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน สายพันธุ์ย่อยที่เรียกว่า BA.4 และ BA.5 ซึ่งมีอัตราการติดต่อสูงกว่าเชื้อชนิดดั้งเดิม โอมิครอนก็ยังกลายพันธุ์อย่างไม่หยุดยั้ง และล่าสุดก็ได้กำเนิดสายพันธุ์ย่อยชนิดใหม่ซึ่งมีชื่ออย่างไม่เป็นทางการว่า BA.2.75 หรือ เซนทอรัส ขึ้นมา
BA.2.75 ถูกพบครั้งแรกที่ประเทศอินเดียเมื่อเดือนพฤษภาคม ก่อนจะเริ่มแพร่กระจายไปในหลายประเทศในเอเชีย, ยุโรป, อเมริกาเหนือ และออสเตรเลีย โดยในประเทศไทยก็เพิ่งรายงานพบผู้ติดเชื้อรายแรกไปเมื่อสัปดาห์ก่อน
แม้ว่าตอนนี้ ยังเร็วเกินไปที่จะบอกได้ว่า BA.2.75 สามารถหลบวัคซีนได้เหนือกว่า สายพันธุ์ที่พบก่อนหน้านี้หรือไม่ แต่ ดร.ทอม พีค็อก นักไวรัสวิทยาจากราชวิทยาลัยลอนดอน ระบุว่า นี่เป็นสายพันธุ์ที่คู่ควรแก่การจับตามอง เนื่องจากมีการกลายพันธุ์ที่โปรตีนหนามจำนวนมาก, การเติบโตอย่างรวดเร็วของมัน และสามารถแพร่กระจายในหลากหลายสภาพภูมิศาสตร์
...
BA.2.75 หรือเซนทอรัส คืออะไร อันตรายขึ้นหรือไม่?
BA.2.75 เป็นสายพันธุ์ที่แตกแยกออกมาจากไวรัสโควิดโอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.2 ซึ่งทำให้เกิดการระบาดครั้งใหญ่ในสหรัฐฯ และฮ่องกง เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ส่วนชื่อ เซนทอรัส (Centaurus) ไม่ใช่ชื่ออย่างเป็นทางการ แต่มีที่มาจากผู้ใช้ทวิตเตอร์คนดังที่ชื่อ Xabier Ostale ซึ่งคอยเผยแพร่ข่าวเกี่ยวกับโควิด-19
ดร.เอเดรียน เอสเตอร์มัน นักระบาดวิทยาจากเมือง อเดลเลด ในออสเตรเลีย ย้ำว่าตอนนี้ยังไม่มีงานวิจัยที่ชี้ว่า BA.2.75 มีการติดต่อที่มากกว่า หรือทำให้ป่วยรุนแรงกว่าเชื้อสายพันธุ์ก่อนๆ แต่นักวิจัยก็มีความกังวลเล็กน้อย เนื่องจากมันมีการกลายพันธุ์มากกว่าเชื้อ BA.5 ที่ว่ากันว่าเป็นโอมิครอนชนิดที่ติดต่อได้เร็วที่สุดในตอนนี้
ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งยุโรป จัดให้ไวรัสโอมิครอน BA.2.75 เป็นสายพันธุ์ที่อยู่ภายใต้การสังเกตการณ์เมื่อ 7 ก.ค. ที่ผ่านมา ขณะที่สถิติจากฐานข้อมูลสายพันธุ์ไวรัสโควิด-19 อย่าง GISAID และ A*STAR ระบุว่า BA.2.75 มีการกลายพันธุ์ที่โปรตีนหนามที่เอาไว้จับเซลล์ของมนุษย์เพิ่มจาก BA.2 ถึง 9 ตำแหน่ง
การกลายพันธุ์ที่น่ากังวลเป็นพิเศษคือที่ตำแหน่ง G446S และ R493Q โดยตำแหน่งแรกมีศักยภาพช่วยให้ไวรัสหนีจากแอนติบอดีที่กระตุ้นด้วยวัคซีนรุ่นปัจจุบันที่ยังได้ผลกับ BA.2 ส่วนตำแหน่งหลัง ดูเหมือนจะเพิ่มความสามารถของไวรัสในการยึดเกาะกับเซลล์ของมนุษย์ หมายความว่าจะทำให้ติดเชื้อ และติดต่อง่ายขึ้น
วัคซีนยังป้องกันเชื้อกลายพันธุ์ได้
ปัจจุบัน เชื้อ BA.2.75 กำลังแพร่ไปยังประเทศต่างๆ อย่างรวดเร็วนับตั้งแต่พบที่อินเดียครั้งแรกเมื่อ 2 เดือนก่อน โดนตอนนี้มีรายงานการพบเชื้อชนิดนี้แล้วใน 14 ประเทศ รวมถึง สหราชอาณาจักร, สหรัฐอเมริกา, ออสเตรเลีย, เยอรมนี, แคนาดา, สิงคโปร์ และประเทศไทย ซึ่งพบผู้ติดเชื้อ 1 ราย
วัคซีนต้านโควิด-19 ที่มีใช้กันในยุคปัจจุบัน มีพื้นฐานมาจากเชื้อชนิดดั้งเดิมที่ระบาดในเมืองอู่ฮั่นของจีนเมื่อปลายปี 2562 ทำให้เกิดความกังวลว่า การกลายพันธุ์ของไวรัส โดยเฉพาะสายพันธุ์โอมิครอน จะทำให้เกิดกรณีการฝ่าภูมิคุ้มกันและเพิ่มจำนวนผู้ติดเชื้อให้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่าวัคซีนยังป้องกันการเสียชีวิตและการป่วยหนักได้ แม้จะป้องกันการติดเชื้อน้อยลง “เราเห็นการหลบวัคซีนของ BA.4 และ BA.5 และทำให้การติดเชื้อมากขึ้น เพราะมันต้านทานการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันบางประการ แต่ มันเพิ่มเพียงจำนวนผู้ติดเชื้อ ไม่ทำให้เกิดการป่วยหนัก” ศ.เดล ฟิชเชอร์ จากแผนกโรคติดต่อของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์กล่าว
ด้าน ศ.พอล แทมเบียห์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดต่อ เชื่อว่า ภูมิคุ้มกันแบบไฮบริด หรือลูกผสม ซึ่งเกิดจากการฉีดวัคซีนและการติดเชื้อ อาจให้การป้องกันที่ดีที่สุดในระยะยาว “BA.2.75 ก็กลายมาจาก BA.2 ดังนั้นจึงเป็นไปได้ที่การติดเชื้อครั้งก่อนหน้า อาจมอบภูมิคุ้มกันแบบไฮบริด เป็นความจริงที่ไวรัสเหล่านี้ยากจะหลีกเลี่ยง”
...
อาจไม่น่ากังวลอย่างที่คิด
ในขณะที่นักวิจัยหลายคนแสดงความกังวลต่อการมาของ BA.2.75 ยังมีผู้เชี่ยวชาญอีกหลายคนที่เชื่อว่า ไวรัสสายพันธุ์ใหม่ตัวนี้อาจไม่ได้อันตรายอย่างที่คิด เช่น ดร.ตูลิโอ เด โอลิเวียรา ผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมและตอบสนองการระบาด (CERI) ในแอฟริกาใต้ ทวีตข้อความระบุว่า เขาไม่เห็นด้วยกับความคิดที่ว่า เซนทอรัส เป็นเรื่องน่ากังวล
ดร.เด โอลิเวียรา ซึ่งเป็นผู้นำทีมที่ค้นพบเชื้อโควิดโอมิครอน ให้เหตุผลว่า ตอนนี้ BA.2.75 ยังทำให้การติดเชื้อและการเสียชีวิตในอินเดียเพิ่มขึ้นในอัตราที่ต่ำมาก นอกจากนั้น มันยังไม่ได้เพิ่มความชุกของโรค ณ ที่แห่งใดเลย และยังไม่มีข้อมูลบ่งชี้เรื่องความเปลี่ยนแปลงในด้านภูมิคุ้น และความสามารถในการทำให้เกิดโรคของเชื้อด้วย
ด้าน ศ.เอสเตอร์มัน กล่าวว่า จนกว่าจะมีการวิจัยสายพันธุ์ย่อยนี้เพิ่มเติม BA.2.75 จะยังคงเป็นสายพันธุ์ที่ถูกจับตามองต่อไป ขณะที่องค์การอนามัยโลกยังไม่ได้จัดให้มันเป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวล ณ ตอนนี้
ผู้เขียน : ทิตชนม์ สว่างศรี
ที่มา : CNA , abc.au , business-standard