- ไวรัสโควิด โอมิครอน สายพันธุ์ย่อย BA.5 กำลังทำให้การระบาดทั่วโลกกลับมาเพิ่มสูงอีกครั้ง โดยเฉพาะในยุโรป และสหรัฐอเมริกา ที่เชื้อตัวนี้กลายเป็นสายพันธุ์หลักในการแพร่กระจาย
- BA.5 ถูกนักวิจัยหลายคนยกให้เป็นเชื้อโควิด-19 ที่เลวร้ายที่สุดในตอนนี้ โดยผลวิจัยชี้ว่า มันมีอัตราการระบาดในชุมชนที่ไม่มีภูมิคุ้มกันสูงถึง 1 ต่อ 18.6 มากกว่าทุกสายพันธุ์ที่เคยมีมา
- ไม่เพียงเท่านั้น มันยังหลบภูมิคุ้มกันได้มากกว่าเชื้อโอมิครอนรุ่นก่อนสูงสุดถึง 4.2 เท่า เพิ่มความเสี่ยงติดเชื้อซ้ำ โดยบางรายติดซ้ำภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์เท่านั้น
หลังจากโลกเผชิญคลื่นการระบาดครั้งใหญ่ของไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนเมื่อช่วงต้นปี ดูเหมือนว่าการแพร่กระจายของไวรัสตัวนี้จะถูกควบคุมได้ด้วยการฉีดวัคซีน สร้างภูมิคุ้มกันเป็นวงกว้าง ทำให้อัตราการติดเชื้อและเสียชีวิตลดลง ประเทศต่างๆ เริ่มทยอยผ่อนคลายมาตรการควบคุมและปรับตัวเพื่ออาศัยอยู่ร่วมกับมัน
แต่จู่ๆ ในช่วงราวๆ เดือนเมษายน ผู้คนก็เริ่มกลับมาติดเชื้อโควิด-19 กันมากขึ้น และคนร้ายก็คือไวรัสโคโรนา สายพันธุ์โอมิครอน สายพันธุ์ย่อย BA.5 ซึ่งมีการกลายพันธุ์ที่สำคัญ 3 ตำแหน่งบริเวณโปรตีนหนาม ทำให้มันทั้งติดต่อกับเซลล์ของมนุษย์ได้ดีขึ้น และปรับตัวหลบภูมิคุ้มกันได้มากกว่าสายพันธุ์ก่อนๆ ทำให้นักวิทยาศาสตร์หลายคนยกให้มันเป็น สายพันธุ์อันตรายที่สุดเท่าที่เคยมีมา
ความร้ายกาจของ BA.5 ทำให้มันใช้เวลาเพียง 2 เดือนเท่านั้นก็กลายเป็นเชื้อสายพันธุ์หลักของการระบาดในสหรัฐอเมริกา แซงหน้ารุ่นพี่อย่าง โอมิครอน BA.2 โดยพบในผู้ติดเชื้อใหม่ทุกๆ 2 จาก 3 คน และผลการศึกษาจากภูมิคุ้มกันจากห้องทดลองก็ชี้ว่า ผู้ที่เคยติดโควิดเมื่อเดือนธันวาคมถึงมีนาคม อาจติดเชื้อซ้ำได้
ดร.โรเชลล์ วาเลนสกี จากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ ระบุว่า พวกเธอยังไม่รู้ว่าเชื้อ BA.5 และ BA.4 ซึ่งมีความคล้ายกันอย่างมาก มีความรุนแรงแค่ไหนเมื่อเทียบกับโอมิครอนรุ่นก่อนๆ แต่พวกเธอรู้ว่า มันติดต่อง่ายขึ้น หลบภูมิคุ้มกันมากขึ้น คนที่เคยติดโควิดแล้วแม้จะเป็นเชื้อโอมิครอน BA.1 หรือ BA.2 ก็ยังเสี่ยงติดเชื้อพันธุ์ใหม่นี้
...
ทำผู้ติดเชื้อทั่วโลกเพิ่มขึ้น 30%
ตามการเปิดเผยขององค์การอนามัยโลก (WHO) เชื้อโอมิครอน BA.5 และ BA.4 ทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ทั่วโลกเพิ่มขึ้นถึง 30% ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยในทวีปยุโรปมีผู้ติดเชื้อสูงขึ้นถึง 25% ในช่วงเวลาเดียวกัน แต่ ดร.ไมเคิล ไรอัน ผู้อำนวยการโครงการฉุกเฉินทางสุขภาพของ WHO ชื่อว่าผู้ติดเชื้อที่แท้จริงนั้นสูงกว่านี้มาก เนื่องจากระบบการตรวจโรคแทบจะพังทลายไปแล้ว
BA.5 ยังบุกเข้าสู่ประเทศจีน ทำให้เกิดความกังวลว่าเมืองใหญ่ๆ ต้องกลับมาอยู่ภายใต้มาตรการล็อกดาวน์อันเข้มงวดอีกครั้ง หลังทางการเพิ่งเปิดเมืองได้ไม่นาน ไวรัสเดียวกันนี้ยังกลายเป็นเชื้อสายพันธุ์หลักที่การระบาดในสหรัฐฯ ด้วยเวลาเพียง 2 เดือนเท่านั้น โดยพบในผู้ติดเชื้อใหม่ถึง 65% เมื่อสัปดาห์ก่อน
คณะกรรมการฉุกเฉินของ WHO ระบุในแถลงการณ์เมื่อ 12 ก.ค. ว่า โควิด-19 ยังเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ (PHEIC) หลังจากผ่านมาแล้ว 2 ปี พวกเขายังย้ำถึงความท้าทายในการต่อสู้กับโควิดทั่วโลก รวมถึงการลดลงอย่างมากของการตรวจโรคและการตรวจลำดับพันธุกรรมเพื่อจำแนกสายพันธุ์ จนเกิดคำถามตามมากว่า ตัวเลขผู้ติดเชื้อในแต่ละประเทศมีความแม่นยำเพียงใด
นักระบาดวิทยาหลายคนระบุว่า จำนวนผู้ติดเชื้อที่แท้จริงในสหรัฐฯ นั้น อาจสูงว่าตัวเลขอย่างเป็นทางการที่เฉลี่ยวันละ 110,000 ราย ถึง 10 เท่า
ติด 1 คนแพร่ไป 18.6 คน
หนึ่งในข้อมูลที่ชี้ให้เห็นความร้ายกาจของเชื้อ BA.5 ได้ชัดเจนที่สุดคือ ค่า R0 (reproduction number) หรือ ค่าเฉลี่ยอำนาจการติดต่อของเชื้อ ว่าหากติด 1 คนจะแพร่กระจายไปยังคนอื่นๆ ได้กี่คนในชุมชนที่ “ไม่มีภูมิคุ้มกัน” จากทั้งวัคซีนหรือการติดเชื้อก่อนหน้านี้เลย ซึ่งหากตัวเลขยิ่งมากอัตราการระบาดก็ยิ่งสูงขึ้น
สำหรับไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ดั้งเดิมที่พบในเมืองอู่ฮั่น มีค่า R0 อยู่ที่ 3.3 ส่วนเชื้อสายพันธุ์ที่เคยระบาดไปทั่วโลกและทำให้มีผู้เสียชีวิตมากมายอย่าง เดลตา มีค่า R0 อยู่ที่ 5.1 ขณะที่เชื้อโอมิครอนตัวแรกเริ่ม หรือ BA.1 มีค่า R0 ที่ 9.5 ส่วนเชื้อ BA.2 มีค่า R0 ราว 13.3 มากกว่า BA.1 ถึง 1.4 เท่า
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยจากแอฟริกาใต้ซึ่งยังไม่ได้ผ่านการตรวจทานจากผู้เชี่ยวชาญคนอื่น (peer review) ชี้ว่า BA.5 และ BA.4 มีอัตราการแพร่ระบาด เหนือกว่า BA.2 ในลักษณะเดียวกันที่ BA.2 เหนือกว่า BA.1 โดยมีค่า R0 อยู่ที่ประมาณ 18.6 หรือติดเชื้อ 1 คน อาจสามารถแพร่ไปยังคนอื่นๆ ได้ 18-19 คน ในชุมชนที่ไม่มีภูมิคุ้มกัน
ตัวเลขดังกล่าวใกล้เคียงกับการอัตราการติดต่อของโรคหัด ซึ่งเป็นไวรัสที่ติดต่อได้มากที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยพบมา
...
หลบภูมิคุ้มกันมากกว่าเชื้อรุ่นก่อน 4.2 เท่า
ผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ในนิวยอร์ก ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ผ่านวารสาร “Nature” ชี้ว่า เชื้อ BA.5 และ BA.4 เป็นสายพันธุ์ย่อยของโอมิครอนที่เลวร้ายที่สุดจนถึงตอนนี้ มันมีความต้านทานวัคซีนมากกว่าเชื้อ BA.2 ถึง 4.2 เท่า และมากกว่า BA.2.12.1 ที่เคยระบาดไปทั่วนิวยอร์กราว 1.8 เท่า เนื่องจากมีการกลายพันธุ์บริเวณโปรตีนหนาม ช่วยให้มันหลบภูมิคุ้มกันเก่งขึ้น
การที่มันหลบภูมิคุ้มกันมากขึ้น หมายความว่าโอกาสติดเชื้อซ้ำก็สูงขึ้นด้วย ดร.แอนโทนี เฟาซี ผู้อำนวยการสถาบันโรคติดต่อและภูมิแพ้แห่ง ระบุว่า โอกาสในการติดเชื้อซ้ำขึ้นอยู่กับภูมิคุ้มกันของแต่ละคน ตามปกติแล้วภูมิที่ได้จากการติดโควิดจะอยู่ราว 2-3 เดือน แต่เมื่อเจอ BA.5 บางรายอาจติดซ้ำได้ภายในไม่กี่สัปดาห์หรือ 1 เดือน ขณะที่ภูมิที่ได้จากการติดเชื้อโอมิครอนดังเดิม ก็ป้องกัน BA.5 ได้ไม่ดีนัก
อย่างไรก็ตาม ด้วยการฉีดวัคซีนเป็นวงกว้างของผู้คนทั่วโลก เราจึงจะไม่ได้เห็นอัตราการเสียชีวิตนับหมื่นนับแสนคนต่อวันเหมือนเมื่อ 2 ปีก่อนอีกแล้ว แต่จำนวนผู้เสียชีวิตในปัจจุบันก็ยังคงสูง เช่นในสหรัฐฯ มีผู้เคราะห์ร้ายเฉลี่ยวันละ 300-350 ศพ หรือใกล้เคียงจำนวนผู้โดยสารเครื่องบินขนาดใหญ่ 1 ลำ และการเพิ่มขึ้นของผู้ติดเชื้อจะทำให้ผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นตามไปด้วย การฉีดวัคซีนป้องกันจึงยังคงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการเอาตัวรอดจากการระบาดระลอกนี้
ผู้เขียน : ทิตชนม์ สว่างศรี
ที่มา : the guardian , nbcnewyork , cnn [1] [2]
...