ชาวศรีลังกาหันหน้าเข้าหาวิถีชาวบ้าน โดยต้องกลับมาใช้ฟืนในการหุงหาอาหารทดแทนก๊าซที่อยู่ในภาวะวิกฤติขาดแคลนเช่นเดียวกับพลังงานอื่นๆ

ท่ามกลางภาวะวิกฤติเศรษฐกิจของศรีลังกาที่ประชาชนต้องประสบปัญหาขาดแคลนทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นของใช้จำเป็นอย่างยารักษาโรค ไปจนถึงก๊าซธรรมชาติและน้ำมันเชื้อเพลิง อีกทางเลือกหนึ่งที่ประชาชนต้องใช้เป็นทางรอดในเวลานี้ ก็คือการใช้ฟืนมาประกอบหุงหาอาหารทดแทนก๊าซหุงต้ม

โดยการหันมาใช้ฟืนแทนก๊าซธรรมชาติเริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นปีแล้ว หลังจากที่เกิดเหตุแก๊สในห้องครัวระเบิดกว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ จนมีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 7 ราย และบาดเจ็บอีกนับร้อยคน ซึ่งสาเหตุมาจากการที่ผู้ผลิตก๊าซหุงต้มตัดลดค่าใช้จ่าย ด้วยการเพิ่มสัดส่วนของโพรเพนมากขึ้น จนเพิ่มความดันภายในถังจนถึงระดับอันตราย แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลเดียวที่บีบให้ประชาชนต้องหันมาใช้ฟืน เพราะในเวลานี้ แทบจะไม่มีก๊าซหุงต้มเหลือพอจำหน่าย หรือหากมีก็ราคาแพงเกินกว่าที่คนส่วนใหญ่ของประชากรราว 22 ล้านคน จะแบกรับภาระได้

นอกจากนี้ ก็มีประชาชนบางส่วนที่พยายามหาทางเลือกอื่น เช่น การนำน้ำมันก๊าดมาใช้ประกอบอาหาร แต่ในภาวะที่รัฐบาลศรีลังกายังไม่มีเงินไปใช้นำเข้าสินค้า น้ำมันก๊าดก็อยู่ในภาวะขาดแคลนไม่ต่างจากน้ำมันเชื้อเพลิง อย่างเบนซิน และดีเซลเช่นกัน ส่วนถ้าใครจะหวังพึ่งการใช้เตาไฟฟ้าประกอบอาหาร ก็คงต้องสิ้นหวัง เพราะรัฐบาลศรีลังกามีคำสั่งให้งดใช้ไฟฟ้าเนื่องจากภาครัฐไม่มีเงินดอลลาร์ที่จะนำเข้าเชื้อเพลิงเพื่อนำไปใช้กับเครื่องปั่นกระแสไฟฟ้าเช่นกัน

...

ศรีลังกาเคยเป็นประเทศที่อยู่ในระดับที่มีรายได้ปานกลาง โดยมีจีดีพีต่อหัวเทียบเท่ากับฟิลิปปินส์ และมีมาตรฐานความเป็นอยู่พอๆ กับอินเดีย แต่เนื่องจากการบริหารจัดการทางเศรษฐกิจที่ผิดพลาด และการท่องเที่ยวที่ซบเซาในช่วงโควิด-19 ทำให้รัฐบาลศรีลังกาไม่มีเงินดอลลาร์เหลือพอที่จะนำไปจ่ายค่าสินค้านำเข้า แม้แต่นายรานิล วิกรมสิงเห นายกรัฐมนตรีของศรีลังกายังยอมรับว่า ชาวศรีลังกายังคงต้องเผชิญกับความยากลำบากเช่นนี้ไปจนถึงปีหน้า.

ที่มา : แชนแนลนิวส์เอเชีย