ล้ม Roe v Wade: เมื่ออเมริกาอาจไม่ใช่ดินแดนแห่งเสรีอีกต่อไป

ข่าว

  1. ข่าว
  2. >ต่างประเทศ

ล้ม Roe v Wade: เมื่ออเมริกาอาจไม่ใช่ดินแดนแห่งเสรีอีกต่อไป

ไทยรัฐออนไลน์
28 มิ.ย. 2565 08:00 น.
บันทึก
SHARE

ล้ม Roe v Wade: เมื่ออเมริกาอาจไม่ใช่ดินแดนแห่งเสรีอีกต่อไป

ไทยรัฐออนไลน์

28 มิ.ย. 2565 08:00 น.

-ในการกลับคำพิพากษาครั้งประวัติศาสตร์นี้ คณะผู้พิพากษาส่วนใหญ่ถึง 6 ใน 9 คน ได้รับการแต่งตั้งโดยนายโดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดี จากพรรครีพับลิกัน ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนกลุ่มชาตินิยมผิวขาวเคร่งศาสนาที่รณรงค์ต่อต้านการทำแท้งมานานหลายสิบปี
-ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯ กล่าวแสดงความเห็นว่า ผู้พิพากษาศาลสูงสุดที่ส่วนมากเป็นฝ่ายอนุรักษนิยม ได้แสดงให้เห็นว่าพวกเขาห่างเหินและขาดความเข้าใจในเสียงส่วนใหญ่ของสังคมอเมริกันมากเพียงใด
-คาดการณ์ว่าจะมีรัฐที่ห้ามการทำแท้ง หรือมีแนวโน้มที่จะห้ามทั้งสิ้น 26 รัฐ ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในเขตมิดเวสต์และภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ บางรัฐตั้งใจที่จะห้ามการทำแท้งตั้งแต่ช่วงตั้งครรภ์ ขณะที่บางรัฐกำลังแนะนำให้มีการห้ามทำแท้งในเวลาหกสัปดาห์ขึ้นไป แต่ทุกรัฐอนุญาตให้ทำแท้งเพื่อรักษาชีวิตของมารดา

ผู้หญิงนับล้านคนในสหรัฐฯ อาจจะต้องสูญเสียสิทธิในการยุติการตั้งครรภ์ หลังจากศาลสูงสหรัฐฯ มีคำพิพากษาซึ่งถือเป็นการล้มล้างคำพิพากษาคดีในอดีต ซึ่งเป็นที่รู้จักในชื่อ Roe v Wade ที่เกิดขึ้นเมื่อเกือบ 50 ปีที่แล้ว ซึ่งในครั้งนั้นชี้ว่าการทำแท้งไม่ถือว่าเป็นสิ่งผิดกฎหมาย

ในการกลับคำพิพากษาครั้งประวัติศาสตร์นี้ คณะผู้พิพากษาส่วนใหญ่ถึง 6 ใน 9 คน ได้รับการแต่งตั้งโดย นายโดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกัน ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนกลุ่มชาตินิยมผิวขาวเคร่งศาสนาที่รณรงค์ต่อต้านการทำแท้งมานานหลายสิบปี

การตัดสินของศาลสูงสุดมีขึ้นหลังจากมีเอกสารรั่วไหลออกมาเป็นเวลาหลายสัปดาห์ว่า ศาลสูงสุดมีแนวโน้มจะตัดสินคดีที่มีผลเท่ากับเป็นการล้มล้างคำพิพากษาคดีที่เคยมีมาในอดีต การรั่วไหลของเอกสารดังกล่าวเป็นสิ่งที่แทบจะไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในแวดวงตุลาการของสหรัฐฯ และการตัดสินล่าสุดนี้ถือเป็นการพลิกโฉมสิทธิในการทำแท้งในสหรัฐฯ ทำให้แต่ละรัฐสามารถสั่งห้ามการทำแท้งได้ และคาดว่ารัฐต่างๆ ราวครึ่งหนึ่งจะออกกฎหมายใหม่ หรือสั่งห้ามการทำแท้งโดยสิ้นเชิง

ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯ กล่าวแสดงความเห็นว่า ผู้พิพากษาศาลสูงสุดที่ส่วนมากเป็นฝ่ายอนุรักษนิยมได้แสดงให้เห็นว่าพวกเขาห่างเหินและขาดความเข้าใจในเสียงส่วนใหญ่ของสังคมอเมริกันมากเพียงใด "การตัดสินของศาลในกรณีนี้ถือว่าผิดพลาด โดยได้ตัดสิทธิที่พึงมีของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ ช่างเป็นวันที่น่าเศร้าของสถาบันศาลและของประเทศแห่งนี้"

นายไบเดน ยังกล่าวยืนยันว่า เรื่องนี้จะยังไม่จบลงง่ายๆ โดยรัฐบาลของเขาจะปกป้องสิทธิในการเข้าถึงยายุติการตั้งครรภ์ และสิทธิที่ผู้หญิงจะเดินทางไปเข้ารับการทำแท้งในรัฐที่อนุญาตให้ทำได้ มิฉะนั้นแล้วจะเกิดผลร้ายตามมามากมาย เช่น อัตราการตายของแม่ระหว่างตั้งครรภ์จะพุ่งสูงขึ้น ส่วนหญิงที่ถูกข่มขืนจะต้องถูกบังคับให้อุ้มท้องลูกของอาชญากร ซึ่งเป็นการทำร้ายจิตใจอย่างมาก

นายไบเดน เรียกร้องให้สภาคองเกรสและประชาชนช่วยกันรณรงค์เคลื่อนไหวเพื่อสิทธิในการทำแท้งตามกฎหมายเดิม ซึ่งมาจากคำพิพากษาคดี Roe v Wade ในปี 1973 โดยผู้นำสหรัฐฯ บอกว่า เสียงส่วนใหญ่ของชาวอเมริกันจะเป็นสิ่งที่ตัดสินชี้ขาดประเด็นปัญหานี้

ตอนนี้ศาลได้พลิกคำตัดสินก่อนหน้านี้ ที่ให้รัฐต่างๆ สามารถสั่งห้ามการทำแท้งเร็วกว่า 12 สัปดาห์ แม้การทำแท้งจะไม่กลายเป็นสิ่งผิดกฎหมายโดยอัตโนมัติในสหรัฐฯ แต่ขณะนี้แต่ละรัฐจะได้รับอนุญาตให้ตัดสินใจว่าจะอนุญาตให้ทำแท้งหรือไม่และอย่างไร

สำหรับนักวิจารณ์บางคน คำตัดสินชี้ให้เห็นถึงความขัดแย้งที่สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงและชัดเจน ศาลจะให้เหตุผลในการจำกัดความสามารถของรัฐในการควบคุมปืนในขณะที่ขยายสิทธิ์ของรัฐในการควบคุมการทำแท้งได้อย่างไร

คดี Roe v Wade คืออะไร?
เมื่อปี 1969 นางสาวนอร์มา แม็กคอร์วี หญิงโสดที่อ้างว่าถูกข่มขืนจนตั้งครรภ์ลูกคนที่สาม ร้องต่อศาลในรัฐเทกซัสให้แก้ไขกฎหมายซึ่งกำหนดให้การทำแท้งทุกกรณีเป็นอาชญากรรม โดยกฎหมายดังกล่าวยกเว้นให้แม่ที่เสี่ยงเป็นอันตรายถึงชีวิตจากการตั้งครรภ์เท่านั้น

นางสาวแม็กคอร์วีใช้นามแฝงในการฟ้องคดีว่า "เจน โร" (Jane Roe) และต้องต่อสู้คดีกับฝ่ายตรงข้ามที่เป็นอัยการของเขตดัลลัส ชื่อว่าเฮนรี เวด (Henry Wade) จึงเป็นที่มาของชื่อคดี Roe v Wade

หลังจากศาลรัฐเทกซัสได้ยกคำร้องดังกล่าว คดีนี้ได้ไปถึงศาลสูงสุดของสหรัฐฯ ในปี 1973 ซึ่งศาลมีคำพิพากษาร่วมกับคดีที่คล้ายกันของหญิงสาวอีกคนหนึ่งจากรัฐจอร์เจียว่า กฎหมายห้ามการทำแท้งของรัฐเทกซัสและรัฐจอร์เจียขัดต่อรัฐธรรมนูญของประเทศ เพราะละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของสตรี ทั้งยังตัดสินว่าสิทธิ์ยุติการตั้งครรภ์ของผู้หญิงนั้นได้รับการคุ้มครองโดยชอบจากกฎหมายในรัฐธรรมนูญของสหรัฐฯ

กฎหมายที่ให้สิทธิ์ในการทำแท้ง ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของหลักการในคดี Roe v Wade นั้นให้สิทธิ์ในการทำแท้งได้อย่างเต็มที่ในทุกกรณี เมื่ออายุครรภ์ยังอยู่ในช่วง 3 เดือนแรก แต่รัฐอาจจำกัดสิทธิ์บางอย่างได้ในการตั้งครรภ์ระยะที่สอง ช่วง 4-6 เดือน และมีสิทธิ์สั่งห้ามทำแท้งได้ในหญิงที่มีครรภ์แก่ระยะสุดท้าย 7-9 เดือน เนื่องจากทารกใกล้คลอด และสามารถจะมีชีวิตอยู่นอกครรภ์มารดาได้แล้ว

รัฐไหนเตรียมห้ามการทำแท้งบ้าง

หลายรัฐได้ผ่าน "กฎหมายทริกเกอร์" หรือกฎหมายที่ไม่สามารถบังคับใช้ได้ แต่อาจบรรลุผลบังคับได้หากมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อ Roe v Wade ถูกพลิกคำตัดสิน หลายคนอาจทิ้งกฎหมายเก่าไว้ในตำรา ที่สั่งห้ามการทำแท้งก่อนปี 2516 ซึ่งขณะนี้มันสามารถกลับมามีผลบังคับใช้

ตามรายงานของ สถาบันกัตต์แมชเชอร์ (Guttmacher Institute) ซึ่งเป็นกลุ่มวิจัยที่สนับสนุนการทำแท้ง กฎหมายทริกเกอร์อาจมีการบังคับใช้ใน 13 รัฐ ได้แก่ อาร์คันซอ ไอดาโฮ เคนทักกี ลุยเซียนา มิสซิสซิปปี้ มิสซูรี นอร์ทดาโกตา โอกลาโฮมา เซาท์ดาโกตา เทนเนสซี เทกซัส ยูทาห์ และไวโอมิง

กฎหมายทริกเกอร์ในบางรัฐจะห้ามการทำแท้งเกือบทุกกรณี ส่วนรัฐอื่นๆ จะสั่งห้ามการทำแท้งหลังจากตั้งครรภ์ 6 หรือ 15 สัปดาห์ การบังคับใช้กฎหมายในแต่ละรัฐจะเร็วหรือช้าแตกต่างกันไป ตัวอย่างเช่น รัฐอาร์คันซอจะบังคับใช้กฎหมายก็ต่อเมื่ออัยการรับรองว่าคำพิพากษา Roe v Wade ถูกพลิกคำตัดสินแล้วจริง ส่วนในรัฐเทกซัส การห้ามการทำแท้งเกือบทุกกรณีจะมีผลภายใน 30 วันหลังจากศาลสูงสุดประจำรัฐมีคำตัดสินแล้ว

Guttmacher คาดการณ์ว่าจะมีรัฐที่ห้ามการทำแท้ง หรือมีแนวโน้มที่จะห้ามทั้งสิ้น 26 รัฐ ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในเขตมิดเวสต์และภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ บางรัฐตั้งใจที่จะห้ามการทำแท้งตั้งแต่ช่วงตั้งครรภ์ ขณะที่บางรัฐกำลังแนะนำให้มีการห้ามทำแท้งในเวลาหกสัปดาห์ขึ้นไป แต่ทุกรัฐอนุญาตให้ทำแท้งเพื่อรักษาชีวิตของมารดา ในขณะที่บางรัฐก็อนุญาตให้มีข้อยกเว้นสำหรับการห้ามกรณีการข่มขืน หรือการร่วมประเวณีระหว่างพี่น้อง ส่วนใหญ่กล่าวว่าพวกเขาจะไม่ดำเนินคดีกับผู้หญิงที่พยายามยุติการตั้งครรภ์ โดยสงวนโทษทางอาญาสำหรับผู้ให้บริการทำแท้งและคนอื่นๆ ที่พยายามช่วยเหลือผู้คนให้ทำแท้ง

รัฐส่วนใหญ่ที่การทำแท้งยังคงถูกกฎหมายตั้งอยู่ในแถบชายฝั่งตะวันตก ได้แก่ แคลิฟอร์เนีย เนวาดา และวอชิงตัน หรือทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยนายเกวิน นิวซัม ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย ได้เสนอให้สิทธิ์ในการทำแท้งถูกเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญของรัฐ ส่วนบางรัฐในเขตมิดเวสต์ เช่น อิลลินอยส์ แคนซัส มินนิโซตา และนิวเม็กซิโก คาดว่าจะยังคงอนุญาตให้มีการทำแท้ง

ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว สตรีที่อาศัยที่เมืองไมอามี รัฐฟลอริดา หากต้องการทำแท้งอาจจะต้องบินไปยังรัฐอื่น หรือเดินทางด้วยรถยนต์ราว 11 ชั่วโมง เป็นระยะทางกว่า 1,100 กิโลเมตร ไปยังรัฐนอร์ทแคโรไลนา ซึ่งคาดว่าเป็นรัฐที่การทำแท้งยังคงถูกกฎหมาย ส่วนที่รัฐโคโลราโด คอนเนกติกัต แมรีแลนด์ นิวเจอร์ซี และเวอร์มอนต์ ได้ผ่านกฎหมายที่จะคุ้มครอง หรือขยายกระบวนการทำแท้ง


แต่ละรัฐมีข้อกำหนดและข้อยกเว้นอย่างไร

อะลาบามา: เพื่อรักษาสุขภาพหรือชีวิตของมารดา หรือในกรณีที่ลูกอาจจะไม่รอดชีวิตหลังคลอด

อาร์คันซอ: เพื่อช่วยชีวิตมารดา

ไอดาโฮ: เพื่อช่วยชีวิตมารดา หรือในกรณีข่มขืนหรือการร่วมประเวณีระหว่างพี่น้อง

ลุยเซียนา: เพื่อช่วยชีวิตมารดา

มิชิแกน: เพื่อช่วยชีวิต หรือป้องกันอันตรายต่อร่างกายอย่างรุนแรงต่อมารดา

โอกลาโฮมา: เพื่อช่วยชีวิตมารดา

เทกซัส: เพื่อช่วยชีวิตมารดา

โอไฮโอ: เพื่อช่วยชีวิตมารดา

เคนทักกี: เพื่อช่วยชีวิต หรือป้องกันอันตรายต่อร่างกายอย่างรุนแรงต่อมารดา

มิสซิสซิปปี้: ช่วยชีวิตมารดา หรือกรณีถูกข่มขืนหรือร่วมประเวณีระหว่างพี่น้อง

มิสซูรี: เพื่อช่วยชีวิต หรือป้องกันอันตรายต่อร่างกายอย่างรุนแรงต่อมารดา

นอร์ทดาโกตา: ช่วยชีวิตมารดาหรือกรณีถูกข่มขืน หรือการร่วมประเวณีระหว่างพี่น้อง

เซาท์ดาโกตา: เพื่อช่วยชีวิตมารดา

เทนเนสซี: เพื่อช่วยชีวิตมารดา

ยูทาห์: ช่วยชีวิตมารดาหรือกรณีถูกข่มขืน หรือการร่วมประเวณีระหว่างพี่น้อง

วิสคอนซิน: เพื่อช่วยชีวิตมารดา

ไวโอมิง: ช่วยชีวิตหรือป้องกันอันตรายต่อร่างกายอย่างรุนแรงของมารดา หรือกรณีถูกข่มขืน หรือการร่วมประเวณีระหว่างพี่น้อง


ใครได้รับผลกระทบมากที่สุดจากคำตัดสินนี้

ตามข้อมูลของ Guttmacher ผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ประมาณ 40 ล้านคนจะอาศัยอยู่ในรัฐที่การทำแท้งจะเข้าถึงได้ยากขึ้น ศูนย์ควบคุมโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) ระบุว่า มีการทำแท้งประมาณ 630,000 ครั้ง ในสหรัฐอเมริกาในปี 2019 แม้ว่าการวิจัยของ Guttmacher เองระบุว่าอาจมีจำนวนใกล้เคียงกับ 860,000 ราย

CDC กล่าวว่า การทำแท้งส่วนใหญ่ 92.8% ดำเนินการในช่วงไตรมาสแรก คนส่วนใหญ่ที่ทำแท้งเป็นโสด ถึงแม้ว่าพวกเขาจะอาศัยอยู่กับคู่ครองในขณะนั้นก็ตาม ผู้หญิงประมาณ 1 ใน 10 ที่ทำแท้งเป็นวัยรุ่น โดยส่วนใหญ่อยู่ในวัย 20 ปี ประมาณ 60% ของผู้ทำแท้งเคยคลอดบุตรมาก่อน และเกือบ 60% ไม่เคยทำแท้งมาก่อน

ข้อมูลจากการวิจัยของ Planned Parenthood องค์กรซึ่งให้บริการยุติการตั้งครรภ์ ชี้ว่าโดยรวมๆ แล้วผู้หญิงที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ราว 36 ล้านคน จะไม่สามารถยุติการตั้งครรภ์ได้

หลายบริษัทสนับสนุนการทำแท้ง

บริษัทหลายแห่งได้ตอบสนองต่อข่าวการพลิกคำตัดสินด้วยการออกนโยบาย ออกค่าเดินทางแก่พนักงานที่ต้องการทำแท้ง เช่น Starbucks,Tesla, Yelp, Airbnb, Microsoft, Netflix, Patagonia, DoorDash, JPMorgan Chase, Levi Strauss & Co., PayPal, Reddit, Meta, Dick’s Sporting Goods และ Condé Nast นอกจากนั้น ดิสนีย์ได้ออกประกาศถึงพนักงานยืนยันว่า บริษัทจะขยายสิทธิประโยชน์ด้านการวางแผนครอบครัวให้พนักงานคนใดก็ตามที่ไม่สามารถเข้าถึงบริการในพื้นที่ที่พวกเขาอยู่ รวมถึงการทำแท้ง

ดิสนีย์ ระบุว่า ในฐานะส่วนหนึ่งของข้อผูกมัดที่มีต่อลูกจ้าง ดิสนีย์จะชดเชยค่าเดินทางให้ใครก็ตามที่ไม่สามารถทำแท้งได้อย่างปลอดภัยในพื้นที่หนึ่ง ดิสนีย์ยังยืนยันด้วยว่า สิทธิประโยชน์ด้านการวางแผนครอบครัวฉบับปรับปรุงนี้มีผลกับสมาชิกครอบครัวของลูกจ้างดิสนีย์ด้วย บริษัทได้แจ้งแก่พนักงานว่า บริษัทตระหนักถึงผลกระทบจากคำตัดสิน และจะรักษาข้อผูกมัดในการจัดสรรสิทธิ์การเข้าถึงบริการรักษาที่มีคุณภาพและราคาเหมาะสมสำหรับพนักงาน นักแสดงประกอบ และครอบครัวของพวกเขา รวมถึงบริการการวางแผนครอบครัวและการเจริญพันธุ์ ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ไหนก็ตาม

ดิสนีย์มีลูกจ้างอยู่ประมาณ 195,000 คนทั่วโลก ราว 80,000 คนอยู่ในรัฐฟลอริดา เมื่อเดือนเมษายน ผู้ว่าการรัฐฟลอริดาจากพรรครีพับลิกัน รอน เดอซานติส ลงนามกฎหมายห้ามการทำแท้งเกือบทุกรูปแบบหลังตั้งครรภ์ 15 สัปดาห์ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 กรกฎาคม ก่อนหน้านี้การทำแท้งสามารถทำได้ภายใน 24 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์

ด้านเน็ตฟลิกซ์ ประกาศว่า บริษัทยินดีชดเชยค่าเดินทางสูงสุด 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ ให้ลูกจ้างและผู้อยู่ในสัญญาจ้าง ในกรณีที่จะต้องเดินทางไปรับการรักษามะเร็ง ปลูกถ่ายอวัยวะ การแปลงเพศ หรือการทำแท้ง

ทั้งนี้ศาลสูงได้พิจารณาคดี Dobbs v Jackson ซึ่งเป็นคดีที่องค์กรดูแลสุขภาพสตรี ได้คัดค้านคำสั่งของรัฐมิสซิสซิปปี ที่ห้ามการทำแท้งหลังมีอายุครรภ์ครบ 15 สัปดาห์ แต่ศาลสูงสุดซึ่งผู้พิพากษาส่วนใหญ่เป็นสายอนุรักษ์ ตัดสินเข้าข้างฝ่ายรัฐ ซึ่งเท่ากับเป็นการตัดสิทธิ์การทำแท้งตามรัฐธรรมนูญ

บรรดาผู้ว่าการรัฐหลายรัฐที่มาจากพรรคเดโมแครต รวมทั้งรัฐแคลิฟอร์เนีย นิวเม็กซิโก และมิชิแกน ได้ประกาศแผนที่จะปกป้องสิทธิ์การทำแท้งตามรัฐธรรมนูญ หากศาลสูงมีคำพิพากษาดังกล่าว

ด้านนางกมลา แฮร์ริส รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้พบปะกับอัยการสูงสุดประจำรัฐ 7 รัฐที่เป็นฐานเสียงของพรรคเดโมแครต เพื่อหารือว่าจะปกป้องสิทธิ์ในการทำแท้งได้อย่างไร

สำหรับการตัดสินคดีประวัติศาสตร์ Roe v Wade ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อปี 1973 เป็นคดีที่ศาลสูงสุดมีมติด้วยเสียง 7 ต่อ 2 ชี้ว่าการยุติการตั้งครรภ์ของผู้หญิงเป็นสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ คำตัดสินนี้ให้สิทธิ์แก่ผู้หญิงในการยุติการตั้งครรภ์ในช่วงสามเดือนแรก หรือระยะแรกของการตั้งครรภ์ แต่ยอมให้สิทธิ์โดยมีข้อจำกัดในระยะที่สอง และห้ามยุติการทำแท้งในระยะที่สามของการตั้งครรภ์

อย่างไรก็ดีในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมามีคำตัดสินที่ค่อยๆ ลดทอนสิทธิ์การทำแท้งเกิดขึ้นในหลายรัฐของสหรัฐฯ ขณะที่คำตัดสินล่าสุดของศาลสูงสุดในครั้งนี้มีแนวโน้มจะทำให้เกิดการต่อสู้ทางการเมืองที่นำมาสู่ความขัดแย้งในชาติได้.

วิดีโอแนะนำ

เกมล่มสภาเดือด ทำแท้ง กม.ลูกหาร 500
00:47

เกมล่มสภาเดือด ทำแท้ง กม.ลูกหาร 500


ApplicationMy Thairath

วันอังคารที่ 9 สิงหาคม 2565 เวลา 01:46 น.
ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไทยรัฐกรุ๊ปเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์