ผลการศึกษาใหม่ชี้ว่า มลพิษทางอากาศในอินเดียกำลังทำให้ประชาชนในประเทศอายุสั้นลง โดยเฉพาะในกรุงนิวเดลี ที่มีแนวโน้มลดลงถึง 10 ปี

สำนักข่าว บีบีซี รายงานว่า สถาบันนโยบายพลังงานของมหาวิทยาลัยชิคาโก (EPIC) ในสหรัฐฯ เผยแพร่ดัชนีชีวิตต่อคุณภาพอากาศ (Air Quality Life Index) ฉบับใหม่ ชี้ว่า ชาวอินเดียกว่า 1.3 พันล้านคนกำลังอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีระดับอนุภาคมลพิษเฉลี่ยรายปีสูงกว่ามาตรการที่องค์การอนามัยโลกตั้งเอาไว้ที่ 5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

ไม่เพียงเท่านั้น ชาวอินเดียมากกว่า 63% อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่คุณภาพอากาศแย่กว่ามาตรการฐานของอินเดียเองซึ่งตั้งไว้ที่ 40 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร แต่ในปี 2562 ระดับความหนาแน่นเฉลี่ยของอนุภาคมลพิษในอินเดียพุ่งสูงถึง 70 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร มากที่สุดในโลก

ภายใต้ระดับมลพิษทางอากาศในปัจจุบัน ชาวอินเดียจะมีอายุขัยเฉลี่ยสั้นลง 5 ปี ขณะที่ประชาชน 510 ล้านคนที่อาศัยอยู่ในภาคเหนือของอินเดีย หรือราว 40% ของประชากรทั้งประเทศ กำลังมีแนวโน้มอายุขัยลดลงมากถึง 7.6 ปีโดยเฉลี่ย ส่วนผู้ที่อาศัยอยู่กรุงนิวเดลี ซึ่งเป็นเมืองที่มีมลพิษทางอากาศมากที่สุดในโลก มีแนวโน้มอายุสั้นลงโดยเฉลี่ยถึง 10.1 ปี

อย่างไรก็ตาม รายงานของ EPIC ระบุด้วยว่า หากอินเดียลดระดับมลพิษในอากาศให้ลงมาอยู่ในระดับมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก ประชาชนราว 240 ล้านคนในรัฐอุตตระประเทศ ทางตอนเหนือจะได้อายุขัยคืนมาถึง 10 ปี

ทั้งนี้ รายงานของ EPIC ระบุว่า นับตั้งแต่ปี 2541 ระดับมลพิษในอากาศเพิ่มสูงขึ้นถึง 61.4% โดยการเพิ่มขึ้นของมลพิษในอินเดียตลอดช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมามีสาเหตุหลักมาจาก การปฏิวัติอุตสาหกรรม, การพัฒนาเศรษฐกิจ และการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่พุ่งขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยรถยนต์ในอินเดียเพิ่มขึ้น 4 เท่าในช่วงเวลาดังกล่าว

...

แต่ EPIC ให้การยอมรับแผนลดมลพิษทางอากาศของอินเดียที่เรียกว่า “โครงการอากาศสะอาดแห่งชาติ” (National Clean Air Programme : NCAP) ซึ่งมีเป้าหมายลดอนุภาคอันตรายในอากาศให้ได้ 20-30%

“หากอินเดียทำให้การลดลงนี้ดำเนินต่อไปได้ มันจะนำไปสู่พัฒนาการทางสุขภาพอย่างน่าชื่นชม” รายงานระบุว่า และเสริมด้วยว่า หากลดมลพิษทางอากาศได้ 25% จากระดับปัจจุบัน อายุขัยของคนในอินเดียจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1.4 ปี และ 2.6 ปี สำหรับคนในกรุงนิวเดลี