การรบทางอากาศที่สร้างชื่อให้นักบินเมื่อมิก-29 ยูเครน ยิงเครื่องบินขับไล่ ซู-35 ของรัสเซียตก ในการต่อสู้ทางอากาศยุคปัจจุบัน โดยความไฮเทคและความเก่งกาจของนักบิน ไม่ใช่ตัวตัดสินผลแพ้หรือชนะ
เมื่อวันที่ 27 พ.ค. 2565 กองทัพอากาศยูเครน รายงานถึงชัยชนะการรบทางอากาศครั้งสำคัญ เมื่อเครื่องบินขับไล่มิก-29 ฟัลครัม ยิงเครื่องบินขับไล่ ซู-35 แฟลงเคอร์-อี ของกองทัพอากาศรัสเซีย เหนือท้องฟ้าของเมืองเคอร์ซอน นี่เป็นการสูญเสียเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 4++ ของกองทัพอากาศรัสเซียบนแผ่นดินยูเครน โดยก่อนหน้านี้ ซู-35 ลำแรก ถูกยิงตกจากระบบป้องกันภัยทางอากาศของยูเครนไปเมื่อ 3 พ.ค. 65 ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองคาร์คีฟ ชัยชนะครั้งที่ 2 ที่มีต่อซู-35 ทำให้ยืนยันได้ว่า กองทัพอากาศยูเครนยังพอที่จะสามารถปฏิบัติการได้อยู่ แม้จะมีข้อจำกัดมากมาย รวมทั้งจำนวนเครื่องบินที่ยังใช้งานได้ก็มีไม่มากนัก โดยทันทีที่มีการยิงเครื่องบินรัสเซียตก เฟซบุ๊กของกองทัพอากาศยูเครน ก็ได้มีการโพสต์ประกาศชัยชนะโดยทันที แม้ตัวข้อความจะไม่ได้บอกรายละเอียดมากนักแต่ก็ชัดเจนว่า มิก-29 ฟัลครัม ของยูเครน ยิงซู-35 ของผู้รุกรานตก โดยที่มีการระบุว่า เครื่องบินรบรัสเซียมีเจตนาพยายามไล่ล่าเครื่องบินมิก-29 ของยูเครน
...
เครื่องบิน ซู-35 แฟลงเคอร์-อี
ซุคฮอย ซู-35 (Sukhoi Su-35) ตามรหัสเรียกของนาโต แฟลงเคอร์-อี เป็นเครื่องบินขับไล่ที่นั่งเดียว สมรรถนะสูงยุคที่ 4++ ของกองทัพอากาศรัสเซีย ออกแบบมาเพื่อการบินที่คล่องแคล่วว่องไว ด้วยพลังขับเคลื่อนจากเครื่องยนต์ เทอร์โบแฟน 2 ตัวมีอาฟเตอร์เบิร์นเนอร์ และยังมีท่อท้ายปรับทิศทางแรงขับได้ จึงทำการบินในท่าทางฝืนแรงโน้มถ่วงโลก และยังติดตั้งระบบควบคุมการบินฟลาย-บาย-ไวร์ ระบบเอวิโอนิกส์ดิจิทัล รวมทั้งเรดาร์ตรวจจับเฟสอาร์เรย์รุ่นใหม่ Irbis-E ระบบตรวจจับอินฟราเรด IRST (Infra-Red Search and Track) สามารถโจมตีเป้าหมายได้พร้อมกัน 8 เป้าในครั้งเดียว สามารถทำการบินด้วยความเร็ว 2.2 มัค หรือ 1,500 ไมล์ต่อชั่วโมง (2,400 กม./ชม.) พิสัยปฏิบัติการ 2,200 ไมล์ (3,600 กม.) โดยยังรองรับอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศรุ่นใหม่ อาทิ เอเอ-12 แอดเดอร์ (R-77) ที่มีระยะยิงนอกสายตานำวิถีด้วยเรดาร์แอกทีฟ (ยิงแล้วลืมได้) และ อาวุธปล่อยนำวิถีด้วยอินฟราเรด R-73 (เอเอ-11 อาเชอร์) ที่มีขีดความสามารถในการยิงแบบสวนกับเป้าหมายได้ นอกเหนือจาก การบินตามท้ายเพื่อจับความร้อนท่อไอพ่น
สำหรับ ซู-35 เข้าประจำการในกองทัพรัสเซียมาตั้งแต่ปี 2014 สามารถปฏิบัติการได้ทั้งภารกิจอากาศ-สู่-อากาศ และ อากาศ-สู่-พื้น โดย เครื่องที่ตกจาการตรวจสอบซากเครื่องมีรายงานว่า เป็นเครื่องบินที่กำลังทำหน้าที่กดดันระบบป้องกันภัยทางอากาศของยูเครน โดยพบว่าที่ซากเครื่องมีการติดตั้งกระเปาะสงครามอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อก่อกวนเรดาร์ และ ขีปนาวุธอากาศ-สู่-พื้น KH-31 คริปตัน สำหรับการทำลายเรดาร์
มิก 29 ฟัลครัม
มิกโกยัน กูเรวิช มิก-29 เอส (Mikoyan MiG-29) ตามรหัสเรียกของนาโต ฟัลครัม-ซี เป็นเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 4 แบบที่นั่งเดียว 2 เครื่องยนต์ ออกแบบมาเพื่อใช้ในภารกิจขับไล่สกัดกั้นเป็นหลัก กองทัพอากาศยูเครนได้รับมอบมาใช้งานตั้งแต่สมัยสหภาพโซเวียต เครื่องบินรุ่นนี้มีเครื่องยนต์เทอร์โบแฟนแบบ Klimov RD-33 จำนวน 2 เครื่องยนต์ ทำความเร็วได้ 2.2 มัค หรือ 1,500 ไมล์ต่อชั่วโมง (2,400 กม./ชม.) แต่พิสัยการบินจะอยู่ที่ 1,430 กม. หรือ 890 ไมล์ สั้นกว่าซู-35 ที่ขนาดใหญ่กว่า มีความสามารถในการบินที่คล่องแคล่ว ทนแรงจีได้มากว่า 9 จี เช่นเดียวกันเครื่องบินตระกูลแฟลงเคอร์
ในปี 2018 กองทัพอากาศยูเครนนำมิก-29 เข้าปรับปรุงเพื่อยืดอายุการใช้งานเป็นรุ่น มิก-29 เอ็มยู 1 ที่เป็นการนำมิก-29 เอส รหัส 9.13 มาอัปเกรด แต่เนื่องจากสงครามความขัดแย้งกับรัสเซีย คาดว่าเครื่องบินที่ได้รับการปรับปรุง มีจำนวนไม่มากนัก ส่วนเขี้ยวเล็บหลักยังเป็นอาวุธปล่อยนำวิถีรุ่นเก่า เช่น อาร์-73 หรือ เอเอ-11 อาเชอร์ และ R-27 (เอเอ-10 อะลาโม) อาวุธปล่อยนำวิถียุคสงครามเย็น ที่นำวิถีด้วยเรดาร์เซมิแอกทีฟ ที่นักบินต้องล็อกเป้าด้วยเรดาร์ระหว่างยิงไปจนกระทบเป้าหมาย
...
การดวลกันทางอากาศเมื่อ มิก-29 ต้องปะทะ ซู-35
ซู-35 มีชื่อเสียงในด้านความคล่องแคล่วในการบินเป็นพิเศษ เครื่องบินขับไล่ 2 เครื่องยนต์ นี้มีระบบการบินที่แตกต่างกัน โดย ซู-35 ใช้ระบบควบคุมข้อมูลดิจิทัล และระบบเรดาร์ใหม่ที่สามารถจัดการกับเป้าหมายได้แปดเป้าหมายพร้อมกัน แตกต่างจากมิก-29 ที่ยังใช้ระบบควบคุมการบินแบบเก่า และใช้ระบบเรดาร์ที่ระยะตรวจจับสั้นกว่า แม้มิก-29 จะมีข้อกังวลถึงเรื่องความน่าเชื่อถือของเครื่องยนต์อย่างมาก แต่ดูเหมือนว่า มิก-29 จะทำงานได้ดีที่ระดับความสูงและสภาวะอากาศที่แปรปรวนกว่าเครื่องบินขับไล่ ซู-35 ที่หนักกว่า ตามที่รายงานโดย EurAsian Times ก่อนหน้านี้
วิเจียนเดอร์ เค.ตากูร์ อดีตนักบินกองทัพอากาศอินเดีย (IAF) ให้สัมภาษณ์กับ EurAsian Times ถึงประเด็นการต่อสู้ทางอากาศระหว่าง มิก-29 และ ซู-35 ว่า เครื่องบินทั้งสองลำสามารถเอาชนะกันและกันในแง่ของการล็อกเป้าด้วยเรดาร์ และขีปนาวุธร่วมกัน ในการเผชิญหน้าแบบนอกระยะสายตา (BVR) และความคล่องแคล่ว และการผสมผสานของขีปนาวุธ ในการเผชิญหน้าแบบการต่อสู้ในระยะการมองเห็น (WVR) และด้วยทักษะการนำร่องที่คล้ายคลึงกัน ความได้เปรียบในตำแหน่ง และการรับรู้สถานการณ์ ซู-35 จะมีความได้เปรียบเหนือ มิก-29 อย่างชัดเจน
...
อดีตนักบินกองทัพอากาศอินเดีย (IAF) กล่าวว่า ในการดวลแบบด็อกไฟต์ การยิงคู่ต่อสู้มักจะเป็นการผสมผสานของเทคนิคการรบ อันมาจากการฝึก ความสามารถของนักบิน การสนับสนุนภายนอก ยุทธวิธี และบางครั้งก็ต้องเสี่ยงโชค ในทำนองเดียวกัน ผลลัพธ์ของการเผชิญหน้าถูกกำหนดโดยสถานการณ์ของการเผชิญหน้า ความสามารถของนักบิน ความได้เปรียบด้านตำแหน่ง และการรับรู้สถานการณ์ ที่ทั้ง 2 ฝ่ายจะไม่มีวันมีตรงกันในการต่อสู้ในโลกแห่งความเป็นจริง ผลลัพธ์ของการเผชิญหน้าทางอากาศมักคาดเดาไม่ได้
มิก-29 เอาชนะซู-35 ในการรบ เหนือกว่าความจริงหรือไม่
วิเจียนเดอร์ ให้ความเห็นต่อการรบทางอากาศครั้งนี้ ว่า ทั้ง มิก-29 ของยูเครนและ ซู-35 ของรัสเซีย ปฏิบัติงานที่ระดับความสูงต่ำ ในพื้นที่ของยูเครนเพราะขาดการครอบคลุมของเรดาร์ตรวจจับภาคพื้นดิน ที่ช่วยในการควบคุมการปฏิบัติการทางอากาศ จึงทำให้นักบินทั้ง 2 ฝ่ายสูญเสียการรับรู้ถึงสถานการณ์ และ สภาพแวดล้อมรอบตัว และในสภาพเช่นนี้ มิก-29 ของยูเครนสามารถกำจัด ซู-35 ของรัสเซียได้หากมีโอกาสเผชิญหน้า นอกจากนี้ ยังข้อสังเกตว่าบทเรียนสำคัญที่ต้องจดจำจากเรื่องนี้ คือ ผลของการรบทางอากาศไม่ได้แสดงถึงความสามารถของเครื่องบินรบ หรือ ความสามารถของนักบินฝ่ายตรงข้ามเสมอไป
...
ส่วน ดาวิด เซนซิออตติ คอลัมนิสต์ของ The Aviationist ให้ความเห็นว่า แม้ว่าเครื่องบินแฟลงเคอร์-อี ของรัสเซียจะมีความทันสมัยมากกว่ามิก-29 ฟัลครัมของยูเครน แต่ซู-35 ที่ต้องเผชิญหน้าตัวต่อตัวกับมิก-29 ถือเป็นเรื่องน่าท้าทายมาก ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับรายงานที่ระบุว่า มิก-29 ยูเครนยิงซู-35 ของรัสเซียตกไม่ได้เหนือกว่าความจริงที่อ้าง เพราะการเอาชนะคู่ต่อสู้ในการรบพุ่งแบบพันตูระยะประชิด ไม่ได้วัดกันที่เทคโนโลยีของเครื่องบิน หรือ ความสามารถของนักบินเพียงอย่างเดียว แต่มันเป็นการผสมผสานของการฝึกฝน ความสามารถ การสนับสนุนภายนอก ยุทธวิธี และโชคในบางครั้ง
นอกจากนี้ ต้องขอบคุณการสนับสนุนที่กองทัพอากาศยูเครนได้รับจาก California Air National Guard ผ่านโครงการ State Partnership (SPP) ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ได้พิสูจน์แล้วว่ามีการเตรียมพร้อมเป็นอย่างดีและสามารถเอาตัวรอด และยังออกปฏิบัติการได้ แม้ว่ากองทัพอากาศรัสเซียจะมีจำนวนมากกว่า ยูเครนเกือบ 10 ต่อ 1 แต่ยูเครนก็ยังสวนกลับรัสเซียได้เป็นระยะ
ทั้งนี้ หากข้อมูลที่ทางการยูเครนรายงานออกมาเป็นความจริง นักบินของ กองทัพอากาศยูเครน ถือเป็นชาติแรกที่ประมือกับเครื่องบินขับไล่ ยุคที่ 4++ อย่าง ซู-35 ในการรบจริง และสามารถเอาชนะในการรบได้ ทำให้ได้ข้อมูลการรบที่น่าสนใจกลับไปสู่ชาติตะวันตก เพื่อที่จะพัฒนาอาวุธและ เทคนิคเพื่อการเอาชนะ และครองความได้เปรียบ ขณะเดียวกันก็เป็นบทเรียนสำคัญของกองทัพอากาศรัสเซีย ในการหากลยุทธ์เพื่อเอาชนะ และสามารถครองอากาศเหนือฟ้ายูเครนให้ได้...
ผู้เขียน : จุลดิส รัตนคำแปง
ข้อมูลอ้างอิงจาก : เว็บไซต์ theaviationist.com , เว็บไซต์ eurasiantimes , เว็บไซต์ mil.in.ua
ภาพประกอบจาก เฟซบุ๊กเพจ MoD Russia