ศรีลังกาบริหารพลาดเสี่ยงรัฐพัง

ข่าว

    ศรีลังกาบริหารพลาดเสี่ยงรัฐพัง

    วีรพจน์ อินทรพันธ์
    15 พ.ค. 2565 06:57 น.
    บันทึก
    SHARE

    ศรีลังกาบริหารพลาดเสี่ยงรัฐพัง

    วีรพจน์ อินทรพันธ์

    15 พ.ค. 2565 06:57 น.

    การบริหารประเทศอย่างล้มเหลวในระยะเวลาไม่กี่ปี มักสร้างความเสียหายยาวนานในระดับทศวรรษ

    เฉกเช่นตัวอย่างจากประเทศ “ศรีลังกา” ในภูมิภาคเอเชียใต้ ที่กำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ด้านปากท้องอย่างรุนแรง จนนำไปสู่การชุมนุมตามท้องถนน ก่อจลาจลอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือน เม.ย. โดยมุ่งเป้าความโกรธแค้นไปที่ตระกูล “ราชปักษา” ตระกูลการเมืองที่คร่ำหวอดอยู่ในวังวนอำนาจมาเกือบ 20 ปี และทำให้สัปดาห์ที่ผ่านมา “มหินธา ราชปักษา” ประกาศลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรี

    ทั้งนี้ มหินธา ราชปักษา เคยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีศรีลังการะหว่างปี 2548-2558 ได้รับความนิยมอย่างถล่มทลายจากประชาชน หลังสร้างผลงานชิ้นโบแดง ปราบปรามกลุ่มกบฏ “พยัคฆ์ทมิฬอีแลม” (ที่รบกับรัฐบาลศรีลังกามาตั้งแต่ปี 2519) จนราบคาบไปเมื่อปี 2552

    จากผลงานที่ประชาชนไม่คาดฝันมาก่อนว่าจะมีใครทำสำเร็จ ผลักดันให้ตระกูลราชปักษาขยายกิ่งก้านสาขา ครองเวทีการเมืองในศรีลังกาอย่างเหนียวแน่น หลังจากมหินธาดำรงตำแหน่งผู้นำครบวาระ อำนาจก็ตกไปอยู่ที่ “น้องชาย” คือ “โกตาบายา ราชปักษา” ขึ้นเป็นประธานาธิบดีเมื่อปี 2562

    ซึ่งต่อมาโกตาบายา ก็ได้ทำการแต่งตั้งน้องชายอีก 2 คน ดำรงตำแหน่งสำคัญในรัฐบาล “จามาล ราชปักษา” เป็นรัฐมนตรีการเกษตร “บาซิล ราชปักษา” เป็นรัฐมนตรีคลัง โยกพี่ชายมหินธา ราชปักษา เป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมดึงลูกชาย 2 คนของ

    มหินธาเข้ามาช่วยงานคือ “โยชิตา ราชปักษา” เลขาสำนักนายกรัฐมนตรี และ “นามาล ราชปักษา” รัฐมนตรีการกีฬา

    อย่างไรก็ตาม การบริหารความมั่นคงได้ดี ไม่ได้หมายความว่าการบริหารเศรษฐกิจจะดีไปด้วย เพราะในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เห็นได้ชัดว่ารัฐบาลศรีลังกาถือว่าล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงด้านนโยบายการเงิน บริหารราชการในรูปแบบ “ระยะสั้น” ขาดวิสัยทัศน์ในการประเมินความเสี่ยง และมองเกมระยะยาว

    นักวิเคราะห์ตะวันตก ระบุว่านับตั้งแต่ศรีลังกาจัดการปัญหาด้านความมั่นคงในประเทศเสร็จสิ้น รัฐบาลราชปักษาเลือกที่จะมุ่งเน้นการค้าขายภายในประเทศ โดยไม่คำนึงปัญหาเดิมว่า ศรีลังกานำเข้าสินค้าจากต่างประเทศมากกว่าการส่งออก ในแต่ละปียอดสั่งของนำเข้าจะมากกว่าส่งของไปขายต่างประเทศ เป็นมูลค่ากว่า 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่า 102,000 ล้านบาท

    ปัญหาที่ 1 ยังไม่ถูกจัดการ ปัญหาที่ 2 ก็ตามมา นั่นคือนโยบาย “ประชานิยม” ประธานาธิบดีโกตาบายา เดินหน้ามาตรการ “ลดภาษี” ครั้งใหญ่ แบบไม่ดูกระเป๋าตังค์ จนกระทรวงการคลังยอมรับในเวลาต่อมาเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด และนโยบายทำให้รัฐบาลสูญเสียรายได้ไปถึง 1,400 ล้านดอลลาร์ หรือราว 47,600 ล้านบาท

    จากปกติที่รายจ่ายมากกว่ารายรับอยู่แล้ว การเสียรายรับเพิ่มเติมอีกต่อ ยิ่งทำให้ทุนสำรองระหว่างประเทศ (หนึ่งในหลัก ประกันความมั่นคงทางการเงินของรัฐ) ที่จำเป็นต้องมีไว้ในยามฉุกเฉิน ร่อยหรอลงไปเรื่อยๆ จากในปี 2562 ศรีลังกามีทุนสำรอง 7,600 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 258,400 ล้านบาท แต่ในปี 2563 หดหายเหลือเพียง 1,930 ล้านดอลลาร์ หรือราว 65,620 ล้านบาท ซึ่งคลังระบุด้วยว่า ในจำนวนที่เหลือนี้ รัฐหยิบมาใช้ได้เพียง 50 ล้านดอลลาร์ หรือเพียง 1,700 ล้านบาทเท่านั้น

    ทั้งหมดนี้ นำไปสู่ปัญหาที่ 3 รัฐพยายามแก้ปัญหาการ “ขาดดุล” ของการนำเข้า-ส่งออก สั่งระงับนำเข้าปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศ สร้างความชิบหายแก่ “เกษตรกร” ที่ปรับตัวไม่ทัน ผลผลิตทางการเกษตรล้มตายเป็นวงกว้าง ยอดส่งออกชาและยางลดลง ตามมาด้วยอาหารในประเทศขาดแคลน รัฐต้องตัดสินใจ “นำเข้า” อาหารเพิ่ม สรุปแล้วกลายเป็นว่า รายได้ยิ่งลดรายจ่ายยิ่งเพิ่ม

    แม้จะตัดสินใจกลับลำภายหลัง ยกเลิกคำสั่งแบนปุ๋ยไปแบนสินค้านำเข้าอย่างอื่นแทน เช่น รถยนต์ รองเท้า และอาหารบางประเภทแต่ก็ไม่ทันกาล ค่าครองชีพได้พุ่งสูงไปแล้วกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ ทั้งสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ก็ทำให้ทุกอย่างย่ำแย่ลง รายได้หลักจากการท่องเที่ยวหายวับไปกับตา ซ้ำร้ายรัฐบาลศรีลังกายังตัดสินใจควักกระเป๋าทุนสำรองที่แทบไม่เหลือแล้วมาพยุงอัตราแลกเปลี่ยน หวังทำยอดการส่งออก

    ประเทศไม่ต่างอะไรกับคน เมื่อเงินไม่พอใช้ สิ่งที่ตามมาคือการ “กู้ยืม” ปัจจุบันศรีลังกาเป็นหนี้ต่างชาติ อยู่ประมาณ 51,000 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 1.73 ล้านล้านบาท และต้องใช้คืนไปเรื่อยๆ อย่างปีนี้ศรีลังกาจำเป็นต้องชำระหนี้ต่างชาติรวมกว่า 7,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 238,000 ล้านบาท

    และถึงรายได้จะลด รายจ่ายจะเพิ่ม หนี้ท่วมหัว แต่ชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป ขณะนี้รัฐบาลศรีลังกาพยายามขอกู้ฉุกเฉินเพิ่มอีก 3,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 102,000 ล้านบาท จากธนาคารโลกและรัฐบาลอินเดีย พร้อมหมายตาไปยังกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ขณะที่เจ้าหนี้รายใหญ่อย่าง “จีน” ซึ่งศรีลังกาติดเงินอยู่ 6,500 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 221,000 ล้านบาทจากการกู้มาสร้างถนน ท่าเรือ สนามบิน ศรีลังกากำลังขอปรับโครงสร้างหนี้ ใช้เงินคืนในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง.

    วีรพจน์ อินทรพันธ์

    วิดีโอแนะนำ

    ตึงเครียดหนัก ทหารเมียนมาส่งบินรบโจมตีกะเหรี่ยงเคเอ็นยู
    01:57

    ตึงเครียดหนัก ทหารเมียนมาส่งบินรบโจมตีกะเหรี่ยงเคเอ็นยู


    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    วันอังคารที่ 28 มิถุนายน 2565 เวลา 09:14 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์