ชัยชนะอย่างขาดลอยของมาร์กอส จูเนียร์ ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด สะท้อนว่า ชาวฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่ยังคงให้โอกาสตระกูลมาร์กอส แม้ว่าในอดีตพวกเขาจะเคยปกครองประเทศอย่างโหดร้ายก็ตาม
เว็บไซต์ข่าว แชนแนลนิวส์เอเชีย เผยแพร่บทความของนายเจฟฟ์ แบนซีกัน นักข่าวในกรุงมะนิลาของฟิลิปปินส์ ระบุว่า ชาวฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่ ลงคะแนนเสียงเลือก เฟอร์ดินานด์ “บองบอง” มาร์กอส จูเนียร์ เป็นประธานาธิบดีคนต่อไปของพวกเขา โดยเชื่อว่าลูกชายของอดีตจอมเผด็จการรายนี้ จะมาเป็นผู้กอบกู้ประเทศ และไม่ทำเรื่องผิดพลาดแบบที่พ่อของเขาเคยทำเมื่อ 36 ปีก่อน
...
เมื่อวันพุธที่ 11 พ.ค. 2565 มาร์กอส จูเนียร์ ประกาศชัยชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีแล้ว หลังจากผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการหลังนับบัตรเลือกตั้งได้ราว 98% พบว่า ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งมากกว่า 31 ล้านคนเลือกเขา มากกว่าคะแนนโหวตของนางมาเรีย เลโอนอร์ “เลนี” โรเบรโด รองประธานาธิบดี ซึ่งตามมาเป็นอันดับที่ 2 กว่าเท่าตัว ขณะที่ซารา ดูเตร์เต-การ์ปิโอ ลูกสาวของประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตร์เต ก็ชนะการเลือกตั้งรองประธานาธิบดี มีคะแนนมากกว่าอันดับ 2 ถึง 3 เท่า
ทั้งมาร์กอส จูเนียร์ และดูเตร์เต-การ์ปิโอ ต่างมีบิดาผู้สร้างชื่อเสียฉาวโฉ่ แต่ดูเหมือนว่าผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนอายุน้อย จะไม่กังวลกับเรื่องในอดีต โดยเฉพาะกับตระกูลมาร์กอสที่ถูกกล่าวหาทั้งคอร์รัปชัน ละเมิดสิทธิมนุษยชน และเข่นฆ่าประชาชนมากมายตลอด 21 ปีที่มาร์กอสผู้พ่อปกครองประเทศจนถึงปี 2529 ขณะที่รัฐบาลดูเตร์เตผิดสัญญาที่จะลดค่าครองชีพ, แก้ปัญหาสัญญาจ้างไม่เป็นธรรม และกำจัดคอร์รัปชัน แต่ประชาชนเชื่อว่า มาร์อส จูเนียร์ จะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้
แรงสนับสนุนที่มาร์กอส จูเนียร์ ได้รับถือว่าเป็นปรากฏการณ์ ได้คะแนนโหวตมากกว่าดูเตร์เต ที่ตอนนี้ได้รับความนิยมอย่างสูงอยู่แล้วร่วมเท่าตัว การหาเสียงที่ชูเรื่องการรวมประเทศเป็นหนึ่งเดียว และนำฟิลิปปินส์กลับสู่เวทีโลก กับคำพูดของเขาที่ว่า “ดูเราสิ เราได้รับผลกระทบจากการระบาดอย่างหนัก แต่เราจะกลับมายืนได้อีกครั้ง” ประทับใจชาวฟิลิปปินส์จำนวนมาก
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้เขาชนะขาดลอย หนึ่งในนั้นคือ การที่นางโรเบรโดกล่าวต่อต้านมาตรการทำสงครามต้านยาเสพติดของดูเตร์เตอย่างเปิดเผย ส่งผลให้นางโรเบรโดถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ถึงขั้นถูกกล่าวหาว่า เธอสนับสนุนกบฏคอมมิวนิสต์
และด้วยความที่นางโลเบรโดไม่ได้เป็นนักการเมืองแบบดั้งเดิม เธอจึงไม่ได้สร้างกลไกทางการเมืองของตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากในการคว้าตำแหน่งประธานาธิบดีในฟิลิปปินส์ ทำให้เธอตกเป็นเป้าข่าวเท็จหรือข่าวลือในด้านลบมากมาย ตรงข้ามกับมาร์กอส จูเนียร์ ที่ใช้ช่องทางสื่อสารต่างๆ สร้างความน่าเชื่อถือให้ตัวเอง ทำให้ชาวฟิลิปปินส์มากมายมองเขาเป็นผู้กอบกู้ที่สามารถทำให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตอย่างรวดเร็ว เหมือนกับช่วงแรกที่พ่อของเขาปกครองฟิลิปปินส์
ผู้สนับสนุนเหล่านี้ คาดหวังว่ารัฐบาลใหม่จะช่วยลดราคาสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ, สร้างงานมากขึ้น, สานต่อการทำสงครามกับยาเสพติด และหาทางแก้ปัญหาคอร์รัปชันที่หยั่งรากลึกในประเทศ แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่า แผนระยะยาวที่มาร์กอส จูเนียร์ วางเอาไว้ให้ฟิลิปปินส์คืออะไร นอกจากเรื่องที่เขาสัญญาจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจจากผลกระทบของโควิด-19
เมื่อมีฝ่ายสนับสนุนก็ย่อมมีผู้ต่อต้าน นักเคลื่อนไหวหลายร้อยคนออกมาชุมนุมในกรุงมะนิลา เพื่อคัดค้านชัยชนะของมาร์กอส จูเนียร์ ด้วยกลัวว่าการปกครองของเขาจะเลวร้ายกว่าของดูเตร์เต ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายพันคนในการทำสงครามกับยาเสพติด ไม่มีใครบอกได้ว่าเขาจะทำอะไรหากขึ้นมาอยู่ในอำนาจแล้ว
แต่ผลการเลือกตั้งที่ออกมาเป็นหลักฐานชัดว่า ชาวฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่ไม่เชื่อว่าการให้มาร์กอส จูเนียร์เป็นประธานาธิบดีจะทำให้ประเทศตกอยู่ในความเสี่ยง ชาวเมืองตอนโด ชานกรุงมะนิลาหลายคนอธิบายเหตุผลที่พวกเขาเลือกมาร์กอส จูเนียร์ ว่า ต้องการให้โอกาสพิสูจน์ว่าเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่มีต่อเขานั้นมันผิด และพิสูจน์ว่าตนเองต่างจากผู้เป็นพ่อ ให้ความสำคัญกับประชาชนเป็นอันดับแรก และไม่ทำให้ผู้ที่สนับสนุนและเชื่อใจเขากลายเป็นศัตรู
เมื่อได้รับตำแหน่งประธานาธิบดี มาร์กอส จูเนียร์จะมีโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ของตัวเอง เช่นด้วยการแสดงจุดยืนหนักแน่นเรื่องนโยบายต่างประเทศ โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับจีน ต่างจากนายดูเตร์เตที่แสดงท่าทีแข็งกร้าว แต่ก็ไม่กล้าแตะต้องรัฐบาลปักกิ่ง หรือเขาอาจหาทางสร้างความสามัคคีในประเทศโดยใช้ปัญหาระดับชาติ เช่น บังคับใช้คำตัดสินของศาลระหว่างประเทศในปี 2559 ที่ตัดสินเข้าข้างฟิลิปปินส์ในข้อพิพาทเรื่องน่านน้ำในทะเลจีนใต้ ค้านกับการกล่าวอ้างของแดนมังกร
...
ขณะที่มีแนวโน้มว่า มาร์กอส จูเนียร์ จะสานต่อนโยบายทำสงครามกับยาเสพติดของดูเตร์เตต่อไป แม้นานาชาติจะออกมาแสดงความต่อต้าน แต่ชาวฟิลิปปินส์สนับสนุนนโยบายนี้ระบุว่า มันทำให้พวกเขารู้สึกปลอดภัยมากกว่า
“เขาเรียกร้องต่อโลกว่า ‘ตัดสินผมจากการกระทำของผม ไม่ใช่ของบรรพบุรุษ’” มาร์กอส จูเนียร์ กล่าวผ่านแถลงการณ์ซึ่งอ่านโดยโฆษกของเขาเมื่อวันพุธ เวลาเท่านั้นที่จะบอกได้ว่า ประวัติศาสตร์ที่เลวร้ายที่สุดจะซ้ำรอยหรือไม่ และถ้ามันเกิดขึ้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนั้นก็ขึ้นอยู่กับประชาชนที่เลือกเขามาอยู่ในอำนาจแล้ว