• นางแคร์รี่ แลม เข้าสาบานรับตำแหน่งหัวหน้าคณะผู้บริหารเขตปกครองพิเศษฮ่องกง เมื่อปี 2560 ถือเป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้ดำรงตำแหน่งนี้ ด้วยคำมั่นสัญญาว่าจะเยียวยาสังคมที่แตกแยกรุนแรงภายหลังเกิดการ "ประท้วงร่ม" ในช่วง 3 ปีก่อนหน้านั้น และเธอจะเป็นที่จดจำในฐานะที่ตัดสินใจเสนอร่างก.ม.ส่งผู้ร้ายข้ามแดนในปี 2562 ที่ทำให้เกิดการประท้วงต่อต้านอย่างหนัก จนเธอต้องตัดสินใจยอมถอยเพิกถอนร่างกฎหมายฉบับนี้ 
  • เมื่อเดือนที่แล้วนางแคร์รี แลม ประกาศไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งชิงตำแหน่งเป็นสมัยที่สอง จะสิ้นสุดวาระ 5 ปี และยุติเส้นทางการเป็นข้าราชการกว่า 40 ปี โดยเธอบอกว่าต้องการกลับไปใช้เวลากับครอบครัว
  • การเลือกตั้งผู้นำฮ่องกงคนใหม่โดยคณะกรรมการเลือกตั้ง 1,500 คน ในวันนี้ 8 พ.ค. นายจอห์น ลี ผู้สมัครรับเลือกตั้งเพียงคนเดียวได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะผู้บริหารเขตปกครองพิเศษฮ่องกงคนใหม่

นางแคร์รี่ แลม วัย 64 ปี ประกาศชัดว่าจะไม่ลงสมัครในการเลือกตั้งหัวหน้าคณะผู้บริหารครั้งที่ 6 และคาดว่านายจอห์น ลี จะเข้ามาทำหน้าที่อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.นี้เป็นต้นไป โดยมีวาระดำรงตำแหน่ง 5 ปี โดยสถาบันวิจัยความคิดเห็นสาธารณะฮ่องกง เปิดเผยว่านางแคร์รี แลมจะก้าวลงจากตำแหน่งด้วยคะแนนความนิยม 33.4% จากการสำรวจความคิดเห็นของชาวฮ่องกงเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยมีประชาชนเพียง 16% คนที่พึงพอใจกับสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ และมีเพียง 9% ที่พอใจสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน นับเป็นตัวเลขความนิยมของผู้นำฮ่องกงที่ต่ำสุดนับตั้งแต่อังกฤษส่งมอบเกาะฮ่องกงคืนให้กับจีนแผ่นดินใหญ่ เมื่อปี 2540 หรือ 25 ปีก่อน

...

ระหว่างการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาครั้งล่าสุด เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว นางแลมกล่าวว่า ฮ่องกงแข็งแกร่งขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา หลังจากรัฐบาลรอดพ้นจากการประท้วงทางการเมืองครั้งใหญ่หลายครั้ง ขณะที่ประชาชนยังมองว่ารัฐบาลไม่ประสบความสำเร็จในการทำให้คุณภาพชีวิตของชาวฮ่องกงดีขึ้น

เมื่อปีที่แล้วมีชาวฮ่องกงกว่า 1.65 ล้านคน หรือเกือบ 1 ใน 4 มีคุณภาพชีวิตต่ำกว่าเส้นมาตรฐานที่รัฐบาลกำหนดไว้ โดยมีรายได้ต่ำกว่าคนละ 4,400 ดอลลาร์ฮ่องกง หรือประมาณ 19,000 บาท 

เจ้อ ไหลชาน รองผู้อำนวยการองค์การสังคมเพื่อชุมชน ของฮ่องกงมองว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาประชาชนรากหญ้าถูกละเลย จนบางครั้งเหมือนว่ารัฐบาลอยู่คนละโลกกับประชาชน แม้จะดูเหมือนว่านางแลมทำงานหนัก แต่ที่จริงไม่ค่อยมีอะไรประสบความสำเร็จมากนักโดยเฉพาะเรื่องการแก้ปัญหาชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน

เมื่อเดือนกรกฎาคม ปีที่แล้วนายเซียะ เป่าหลง เจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีนแผ่นดินใหญ่ฝ่ายกิจการฮ่องกงกล่าวสุนทรพจน์ที่มีเนื้อหาสะท้อนถึงความอดรนทนไม่ไหวของรัฐบาลกลางต่อปัญหาวิกฤติอสังหาริมทรัพย์ฮ่องกง ซึ่งนับวันมีแต่จะเลวร้ายลง และยังไม่เคยมีรัฐบาลชุดไหนแก้ปัญหานี้ได้สำเร็จเป็นรูปธรรม ชาวฮ่องกงยังต้องอาศัยอยู่ในบ้านเล็กๆ และแบ่งกันเช่าอพาร์ตเมนต์ห้องเล็กๆ อยู่อาศัย และฮ่องกงยังเป็นหนึ่งในเมืองที่ตลาดบ้านมีราคาสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลกจนประชาชนคนธรรมดาเอื้อมไม่ถึง 

แม้ว่าที่ผ่านมานางแลมจะเพิ่มการจัดสรรบ้านพักอาศัยให้กับประชาชน เรียกได้ว่ามากกว่าผู้นำคนก่อนๆ แต่ก็ยังนับว่าไม่เพียงพอต่อความต้องการ ระยะเวลาการรอบ้านของรัฐเฉลี่ยอยู่ที่คนละ 6 ปี และนโยบายสร้างแฟลตจัดสรรให้ประชาชนซื้อในราคาเอื้ออาทร กลับไม่ได้พุ่งเป้าไปที่คนจนไร้บ้านจริงๆ และกลับยิ่งทำให้เห็นช่องว่างความไม่เท่าเทียมที่เพิ่มมากขึ้นในสังคม

ขณะเดียวกันในช่วง 2 ปีสุดท้ายของนางแลมพบว่ามีชาวฮ่องกงสมองไหลย้ายออกไปทำงานหรือพักอาศัยนอกฮ่องกงเป็นจำนวนมากจนน่าตกใจ ทั้งจากสาเหตุความเบื่อหน่ายทางการเมือง และการหนีมาตรการควบคุมโควิดที่เข้มงวดที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เฉพาะช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ มีชาวฮ่องกงย้ายไปอยู่ประเทศอื่นแล้วถึง 160,000 คน หลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดกลายพันธุ์โอมิครอนที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ คร่าชีวิตชาวฮ่องกงแล้วกว่า 9,000 ศพ ขณะที่นางแลมระบุว่า ปัญหานี้นับเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้

ความผิดพลาดเสนอกฎหมายส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 62 นางแคร์รี แลม ได้นำเสนอร่างรัฐบัญญัติกฎหมายผู้หนีคดีและความช่วยเหลือร่วมกันทางกฎหมายในคดีอาญาต่อรัฐสภา หลังเกิดคดีอื้อฉาว ผู้ชายคนหนึ่งถูกกล่าวหาว่าก่อเหตุฆาตกรรมแฟนสาวของตัวเองที่ไต้หวัน และถูกส่งตัวขึ้นศาลแต่ศาลฮ่องกงไม่สามารถพิจารณาคดีได้ เพราะเหตุเกิดที่ประเทศไต้หวัน ในร่างกฎหมายฉบับนี้ระบุว่าเพื่อให้ฮ่องกงสามารถขอให้ไต้หวันมอบตัวชายผู้ต้องสงสัยฆ่าคนในไต้หวัน แต่ที่จริงแล้วไม่ใช่เพื่อกรณีของไต้หวันเท่านั้นแต่ยังสามารถใช้ได้แก่จีนแผ่นดินใหญ่และมาเก๊าได้ด้วย หลายฝ่ายมองว่าหากร่างกฎหมายฉบับนี้ถูกนำไปใช้จริง อาจเป็นการเปิดทางให้จีนใช้ช่องทางนี้เล่นงานกลุ่มคนที่ถูกมองว่าต่อต้านประเทศจีน ซึ่งรวมไปถึงการมีส่วนได้ส่วนเสียและผลประโยชน์ต่างๆ ทางการเมือง

...

ชาวฮ่องกงลุกขึ้นต่อต้านร่างกฎหมายฉบับนี้ มีคนนับแสนรวมตัวกันตามท้องถนนต่อต้านร่างกฎหมายฉบับนี้และเรียกร้องให้นางแคร์รี แลม ลาออก การประท้วงบานปลายเป็นเหตุจลาจลเมื่อมีการกันอย่างรุนแรงระหว่างตำรวจกับผู้ประท้วง ตำรวจฮ่องกงเริ่มใช้แก๊สน้ำตา สเปรย์พริกไทยและใช้น้ำแรงดันสูง รวมถึงใช้กระสุนยางเพื่อสลายการชุมนุมใส่ผู้ประท้วงที่ปักหลักอยู่รอบๆ ที่ทำการรัฐบาลฮ่องกง ทำให้มีผู้บาดเจ็บมากกว่า 70 ราย โดยการประท้วงยืดเยื้อนานถึง 4 เดือนก่อนที่สภานิติบัญญัติจะประกาศเพิกถอนร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนออกจากการพิจารณาอย่างเป็นทางการ

หลังจากที่ตำรวจฮ่องกงสลายชุมนุมประท้วงใหญ่ในครั้งนี้ รัฐบาลจีนได้บังคับใช้กฎหมายความมั่นคงฉบับใหม่ในฮ่องกงเพื่อยับยั้งการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยที่ดำเนินต่อเนื่องมานานหลายเดือนและกลายเป็นความรุนแรง มีผู้ประท้วงถูกจับกุมภายใต้กฎหมายนี้แล้ว 182 คน หลายคนไม่ถูกจำคุกก็หนีออกนอกฮ่องกง

ขณะที่องค์การนักข่าวไร้พรมแดน เปิดเผยผลการจัดอันดับเสรีภาพของสื่อทั่วโลกพบว่า ของฮ่องกงร่วงลงจากอันดับที่ 80 มาอยู่ที่ 148 ของโลก

...

การจัดการวิกฤติโควิด-19 ระลอกใหม่

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาฮ่องกงถูกยกให้เป็นต้นแบบความสำเร็จในการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยมียอดผู้ติดเชื้อเพียง 12,650 ราย และมียอดผู้เสียชีวิตไม่ถึง 220 คน นับเป็นการช่วยสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาลฮ่องกงดำเนินนโยบายตามยุทธศาสตร์ "โควิดเป็นศูนย์" ของรัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่ 

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ฮ่องกงต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ด้านสาธารณสุขครั้งใหญ่ เมื่อเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนที่ทำให้ระบบสาธารณสุขตั้งรับไม่ทัน เกิดภาพคนไข้จำนวนมากที่นอนเรียงรายอยู่ด้านนอกโรงพยาบาล 

ภาพของบริเวณด้านนอกแผนกฉุกเฉินมีเตียงคนไข้หลายสิบเตียงตั้งอยู่ทั้งกลางแจ้ง และในเต็นท์ชั่วคราว ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ และเด็กเล็กที่ต่างเป็นต้องสงสัยว่าติดโควิด-19 หรือได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อ และกำลังรอเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล จนกระทั่งอีกหลายวันต่อมา คนไข้ที่รออยู่นอกโรงพยาบาลก็ได้รับการเคลื่อนย้ายเข้าไปอยู่ในตัวอาคาร นางแคร์รี แลม ระบุว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนับเป็นเรื่องที่ไม่อาจยอมรับได้

...

การมาถึงของโอมิครอนส่งผลให้ยอดผู้ติดเชื้อในฮ่องกงพุ่งขึ้นมาอยู่ที่กว่า 66,000 ราย ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือนฮ่องกงต้องนำมาตรการเข้มงวดมาใช้ อาทิ การประกาศล็อกดาวน์ และให้ประชาชนออกมาตรวจหาเชื้อแต่เนิ่นๆ การติดตามผู้ป่วยและผู้สัมผัสใกล้ชิดอย่างเป็นระบบ รวมทั้งกฎการกักตัวและการจำกัดการเดินทางที่เข้มงวด

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในฮ่องกงได้สร้างความวิตกกังวลให้แก่จีน ขณะที่รัฐบาลฮ่องกงก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะรับความช่วยเหลือจากจีน โดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้สั่งการให้รัฐบาลฮ่องกงให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกต่อการจัดการโรคระบาดให้อยู่ภายใต้การควบคุม รัฐบาลจีนได้ช่วยฮ่องกงเพิ่มขีดความสามารถในการตรวจหาเชื้อและกักตัว 

ขณะที่สถานการณ์โควิดล่าสุด รัฐบาลเริ่มประกาศผ่อนคลายมาตรการกักตัว เปิดให้บริการสถานที่ต่างๆ อีกครั้ง พร้อมกับขยายเวลารับประทานอาหารในร้าน นอกจากนี้ยังกลับมาเปิดโรงยิม สถานเสริมความงาม สวนสนุก และโรงภาพยนตร์อีกครั้ง ซึ่งนับเป็นครั้งแรก หลังจากเริ่มบังคับใช่มาตรการควบคุมโควิดที่นับว่าเข้มงวดมากที่สุดในโลก ส่งผลกระทบต่อประชาชนและธุรกิจต่างๆ เป็นอย่างมากในรอบกว่า 4 เดือนที่ผ่านมา.

ผู้เขียน : เพ็ญโสภา สุคนธรักษ์

ข้อมูล : Aljazeera CGTN