- ท่ามกลางการคว่ำบาตรอย่างหนักจากทั่วโลก ทำให้ชาวรัสเซียจำนวนหนึ่งตัดสินใจเดินทางออกจากประเทศ โดยนักเศรษฐกิจประเมินว่า จนถึงตอนนี้ผู้ที่ออกจากประเทศอาจมีมากถึง 200,000 คนแล้ว
- เสียงจากชาวรัสเซียที่ตัดสินใจออกจากประเทศหลายคนระบุว่า พวกเขาเลือกที่จะออกไปเพราะไม่มั่นใจในอนาคตของประเทศ ขณะที่บางคนทนไม่ได้ที่คนรอบข้างสนับสนุนสงคราม
- แต่ตอนนี้ การเดินทางออกจากรัสเซียเป็นสิ่งที่ทำได้ยากมากขึ้นเรื่อยๆ หลังจากรัฐบาลสั่งปิดน่านฟ้ากับสายการบินจากประเทศที่ไม่เป็นมิตร และแม้จะออกไปแล้ว พวกเขาก็ต้องเจออุปสรรคอีกมาก
รัสเซียในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาแม้ไม่ได้เป็นประเทศมีอิสระมากเหมือนกับประเทศอื่นๆ ในยุโรป แต่ประชาชนของพวกเขายังมีเสรีภาพมากพอให้สามารถออกมาชุมนุมประท้วงตามท้องถนน หรือโพสต์แสดงความคิดเห็นขัดแย้งกับรัฐบาลบนโลกออนไลน์ หรือเดินทางข้ามไปยังยุโรปได้ตามต้องการ
แต่หลังจากรัสเซียเริ่มสงครามกับยูเครนเมื่อ 24 ก.พ. 2565 ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป พวกเขาถูกประเทศต่างๆ ทั่วโลกรุมคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและการเงิน ในขณะที่รัฐบาลเครมลินออกกฎหมายใหม่อ้างว่าป้องกันการเผยแพร่ข่าวปลอมเกี่ยวกับปฏิบัติการทางทหารในยูเครน ทำให้การแสดงความเห็นบนโลกออนไลน์ถูกจับตาอย่างเข้มงวด คำว่า สงคราม กลายเป็นคำต้องห้าม ขณะที่ผู้ประท้วงต่อต้านการรุกรานยูเครนก็ถูกทางการปราบปรามอย่างหนัก
จริงอยู่ที่ชาวรัสเซียส่วนใหญ่ยังสนับสนุนรัฐบาลของวลาดิเมียร์ ปูติน และการทำสงครามกับยูเครน แต่ก็มีชาวรัสเซียอีกกลุ่มหนึ่งที่กังวลเรื่องการปราบปรามการแสดงความเห็นอย่างเสรี, ภาวะเศรษฐกิจที่อาจย่ำแย่ลงเพราะการคว่ำบาตร หรือข่าวลือเรื่องการบังคับใช้กฎอัยการศึก ทำให้พวกเขาตัดสินใจเดินทางออกจากประเทศก่อนที่จะสายเกินไป
ทว่าคำสั่งปิดน่านฟ้าของปูติน ต่อประเทศไม่เป็นมิตรหลายสิบแห่งทั่วโลก หมายความว่าชาวรัสเซียเหลือทางเลือกไม่มากสำหรับใช้ออกจากประเทศ และนั่นเป็นเพียงอุปสรรคแรกที่พวกเขาต้องเผชิญเท่านั้น
ชาวรัสเซียนับแสนแห่ออกจากประเทศ
เป็นเรื่องยากที่จะประเมินว่า ตัวเลขจริงๆ ของชาวรัสเซียที่ออกจากประเทศมีจำนวนเท่าใด หรือมีกี่คนที่ทำได้ ทั้งด้วยข้อจำกัดทางการเงิน, ค่าเดินทางที่พุ่งสูง และเส้นทางออกนอกประเทศที่ถูกจำกัด หลังจากรัสเซียถูกนานาชาติรุมคว่ำบาตร สายการบินขนาดใหญ่ของยุโรปและสหรัฐฯ ทยอยยกเลิกเที่ยวบินในรัสเซีย ทำให้มอสโกตอบโต้ด้วยการปิดน่านฟ้ากับ 36 ประเทศที่ไม่เป็นมิตร
อย่างไรก็ตาม คอนสแตนติน โซนิน นักเศรษฐศาสตร์ชาวรัสเซียประเมินไว้เมื่อช่วงต้นเดือนมีนาคมว่า อาจมีชาวรัสเซียเดินทางออกจากประเทศไปแล้วมากถึง 200,000 คน “รัฐบาลอาร์เมเนียเผยว่ามี 80,000 คนไปที่นั่น, นายกเทศมนตรีทบิลีซี (เมืองหลวงจอร์เจีย) บอกว่ามี 20,000-25,000 คนไปที่นั่น, ทุกวันมีเที่ยวบินไปอิสตันบูลมากกว่าเยอร์เวน (เมืองหลวงอาร์เมเนีย) ไปโดยเครื่องบินลำใหญ่กว่าด้วย และนอกจากเทล อาวิฟ, อัลมาตี และบิชเคก ยังมีกระแสอพยพไหลผ่านเอสโตเนีย, ลัตเวีย และฟินแลนด์อีก ดังนั้น 200,000 คน ถือเป็นการประเมินขั้นต่ำแล้ว”
ล่าสุดรัฐมนตรีมหาดไทยของจอร์เจียออกมายืนยันว่า นับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้นจนถึง 16 มี.ค. มีชาวรัสเซียเข้ามาในประเทศมากกว่า 30,400 คน โดยตอนนี้ 17,800 คนเดินทางออกไปแล้ว หมายความว่ายังมีชาวรัสเซียอีกมากกว่า 12,600 คนที่ยังอยู่ในจอร์เจียจนถึงตอนนี้ ซึ่งตัวเลขดังกล่าวมากกว่าจำนวนชาวรัสเซียที่เข้ามาในช่วงเดียวกันของปี 2562 (ก่อนโควิด) เกือบ 14 เท่า
ขณะที่ผู้สื่อข่าวในฟินแลนด์ของเอบีซีนิวส์ เผยว่า ตั๋วรถไฟความเร็วสูงมากรุงเฮลซิงกิ จากเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ถูกจองจนเต็มยาว 2 สัปดาห์หลังจากรัสเซียบุกยูเครน นอกจากนั้นยังมีชาวรัสเซียจำนวนมากเดินทางเข้ามาผ่านรถบัสโดยสารและรถยนต์
ไม่เพียงเท่านั้น ชาวเบลารุส ซึ่งเป็นชาติมหามิตรของรัสเซีย ก็เริ่มออกนอกประเทศเช่นเดียวกัน เพื่อหนีจากการควบคุมของรัฐบาลและผลกระทบจากการคว่ำบาตรของชาติยุโรปที่มีต่อรัฐบาลของประธานาธิบดี อเล็กซานเดอร์ ลูคาเชนโก ซึ่งสนับสนุนวลาดิเมียร์ ปูติน ในการทำสงครามกับยูเครน โดยกระทรวงมหาดไทยของจอร์เจียเผยว่า มีชาวเบลารุสเข้ามาในประเทศมากกว่าช่วงเดียวกันในปี 2562 เกือบ 10 เท่า
เสียงจากชาวรัสเซียผู้หนีจากบ้านเกิด
หนึ่งในนักเคลื่อนไหวทางการเมืองชาวยูเครนชื่อ เอเลนา ตัดสินใจหนีออกจากประเทศไปเฮลซิงกิ ก่อนจะเดินทางต่อไปฝรั่งเศสเพื่อขอลี้ภัย หลังจากเธอเข้าร่วมการประท้วงต่อต้านสงครามในช่วงไม่กี่วันแรกหลังการรุกราน ซึ่งทำให้เธอรู้สึกสิ้นหวังเมื่อเห็นจำนวนคนเพียงหยิบมือที่ออกมาเข้าร่วม นอกจากนั้นเธอยังผิดหวังในคนรอบตัวที่ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นด้วย “ฉันได้ยินคำพูดก้าวร้าวต่อชาวยูเครนและสนับสนุนปูติน ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองอยู่ในนาซีเยอรมัน”
ขณะที่นิโคไล อายุ 16 ปี ซึ่งไม่เปิดเผยชื่อจริงเพื่อความปลอดภัย บอกกับสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น ว่า เมื่อช่วงต้นเดือนมีนาคม พ่อแม่ของเขาตัดสินใจส่งเขาไปกรุงทบิลีซี ไปอยู่กับพี่ชายที่อาศัยอยู่ที่นั่นก่อนแล้ว และต้องการให้เขายื่นขอลี้ภัยในยุโรป “ในช่วงวันแรกของสงคราม ผมกับเพื่อนๆ ออกไปร่วมประท้วง แล้วผู้คนเป็นร้อยก็ถูกจับกุม” “ตำรวจเรียกหยุดผู้คนตามถนน พวกเขาแค่ออกมาเดินหรือไปซื้อของเท่านั้น ก่อนจะขอดูโทรศัพท์ แอปเทเลแกรม แล้วก็ควบคุมตัวพวกเขาไป”
“ผู้คนมากมายเหลือเกินมาที่นี่ตอนที่สงครามเริ่มขึ้น” นิโคไลกล่าวต่อ และเสริมว่า เขาพบกับเพื่อนหลายคนที่ไม่รู้มาก่อนว่าเดินทางมาทบิลีซีแล้ว
ด้านเวโรนิกา ซึ่งเป็นชื่อสมมติอีกเช่นกัน เป็นนักการตลาดดิจิทัลอายุ 26 ปี เผยว่าเธอไม่รีบตัดสินใจออกจากประเทศในขณะที่เพื่อนๆ เก็บข้าวของ เพื่อไปยัง เยอร์เวน, ทบิลีซี หรืออิสตันบูล เนื่องจากเธออยากต่อสู้อยู่ในประเทศ และเข้าร่วมการประท้วงต่อต้านสงครามในกรุงมอสโก แต่เมื่อถึงต้นเดือนมีนาคม เธอก็เริ่มรู้สึกว่าสถานการณ์กำลังแย่ลง “ตำรวจเริ่มจับนักเคลื่อนไหวจากอพาร์ตเมนต์ของพวกเขา จับตัวผู้คนจากสถานีรถไฟใต้ดิน”
และฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้เธอตัดสินใจว่าจะเดินทางออกจากรัสเซีย ปฏิกิริยาของชาวรัสเซียที่มีต่อสงคราม โดยผลการสำรวจความคิดเห็นอิสระที่เปิดเผยเมื่อไม่นานมานี้ชี้ว่า ชาวรัสเซีย 58% สนับสนุนปฏิบัติการทางทหารในยูเครน และมีเพียง 17% เท่านั้นที่คิดว่า รัสเซียเป็นฝ่ายทำให้ความขัดแย้งกับยูเครนรุนแรงขึ้น
“ฉันร้องออกมาว่ามันถึงเวลาที่เราจะประท้วง ไปเดินขบวน เขียนข้อความร้องทุกข์ถึงเจ้าหน้าที่ แต่แทนที่จะทำอย่างนั้น ผู้คนกลับสนใจแต่การไปร้านอิเกียในวันเปิดทำการวันสุดท้าย” เวโรนิกากล่าว “ฉันไม่อยากใช้ชีวิตอยู่กับผู้คนแบบนั้น พวกเขาทำให้ฉันใจสลาย”
ทางหนีเหลือไม่มาก
ตอนนี้ จอร์เจียเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ค่าเดินทางถูกพอที่คนทั่วไปจะจ่ายไหว และรับชาวรัสเซียโดยมีกระบวนการทำวีซ่าไม่นานนัก ทางเลือกอื่นก็คือชาติอดีตสมาชิกสหภาพโซเวียตอย่าง อาร์เมเนีย, อาเซอร์ไบจาน และคาซัคสถาน ขณะที่ผู้มีฐานะอาจเลือกเดินทางไปยังเมืองที่ปกติจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในประเทศอย่าง ตุรกี, อียิปต์, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และเม็กซิโก ส่วนคนที่ไวพอ และมีวีซ่าเชงเกน พวกเขาขึ้นเครื่องบินเข้ายุโรปตั้งแต่วันแรกๆ ก่อนจะมีการปิดน่านฟ้าแล้ว
แต่เส้นทางออกจากประเทศกำลังเหลือน้อยลงเรื่อยๆ โดยข้อมูลจากเว็บไซต์ติดตามการบิน Flightradar24 ระบุว่า ตามปกติแล้วในช่วงฤดูหนาว จะมีสายการบินระหว่างประเทศปฏิบัติการบินในรัสเซียมากกว่า 210 สายการบิน แต่ตอนนี้เหลือไม่ถึง 90 สายการบินแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ เตอร์กิช แอร์ไลน์ ของตุรกี และแอร์ อัสตานา ของคาซัคสถาน ประกาศระงับการปฏิบัติการบินกับรัสเซียเมื่อกลางเดือนมีนาคม ขณะที่การเดินทางโดยรถไฟจากนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กไปยังเฮลซิงกิ ก็ถูกระงับไปเมื่อวันที่ 28 มี.ค. ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ชาวรัสเซียหลายคนเริ่มรู้ตัวว่า การออกจากประเทศเป็นเพียงความท้าทายแรกที่พวกเขาต้องเผชิญ หญิงรัสเซียคนหนึ่งซึ่งเพิ่งนั่งรถไฟมาถึงกรุงเฮลซิงกิบอกกับเอบีซีนิวส์ ว่า เธอพยายามซื้อตั๋วรถไฟเพื่อเดินทางต่อไปยังสนามบิน แต่เครื่องขายตั๋วที่นั่นไม่รับเงินสด และเธอไม่สามารถใช้บัตรเครดิตของตัวเองได้ เช่นเดียวกับชาวรัสเซียคนอื่นๆ เนื่องจากมาตรการคว่ำบาตรของบริษัทมาสเตอร์การ์ดและวีซ่า
ข่าวลือเรื่องกฎอัยการศึก
นอกจากเรื่องปัญหาเศรษฐกิจ, การปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงออก และความคิดเห็นที่ไม่ตรงกับคนรอบข้างแล้ว อีกหนึ่งเหตุผลที่อาจทำให้ชาวรัสเซียตัดสินใจออกจากประเทศคือ กลัวถูกบังคับให้เข้าร่วมสงครามที่พวกเขาไม่ได้ต้องการให้เกิดขึ้น โดยกระทรวงกลาโหมรัสเซียออกมายอมรับแล้วว่า มีทหารเกณฑ์ถูกส่งไปต่อสู้ในยูเครนด้วย หลังจากปฏิเสธมาตลอด
และความกังวลนั้นยิ่งรุนแรงขึ้น เมื่อเกิดข่าวลือว่ารัฐบาลเครมลินอาจประกาศกฎอัยการศึก โดยเฉพาะหลังจากประธานาธิบดีปูติน เรียกประชุมสภาสูงวาระพิเศษเมื่อเกือบ 3 สัปดาห์ก่อน แต่สุดท้าย ก็ไม่มีการประกาศกฎที่ว่า ขณะที่รัฐบาลออกมายืนยันว่าข่าวลือเรื่องกฎอัยการศึกไม่เป็นความจริง
แต่ไม่มีใครรู้ว่าในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น หากสถานการณ์มีความเปลี่ยนแปลงไปในทางเลวร้ายสำหรับรัสเซีย พวกเขาอาจพิจารณาเรื่องการใช้กฎอัยการศึก ซึ่งสำหรับชาวรัสเซียบางคนเชื่อว่า คำสั่งนี้อาจส่งผลให้พรมแดนรัสเซียถูกปิดโดยสมบูรณ์ และทำให้พวกเขาไม่สามารถหนีออกจากประเทศได้อีกต่อไป
ผู้เขียน : ทิตชนม์ สว่างศรี
ที่มา : CNN, BBC, ABC