ศึกรัสเซียบุกยูเครนรบโรมรันพันตู กลาโหมอังกฤษประเมินทัพยูเครนตีโต้ทวงคืนพื้นที่จนทัพศัตรูเป๋ โซเชียล-นักวิเคราะห์ตะวันตกเกทับบลัฟแหลก รัสเซียระส่ำทั้งกำลังบำรุง-ขวัญกำลังใจ กระพือข่าวทหารกราดยิงคนขณะยืนต่อคิวซื้อขนมปัง ถล่มโรงละครเด็กคนท้องหลบภัย “โจ ไบเดน-เซเลนสกี” ประสานเสียงไม่หยุดประณาม ระบุ “นักรบอาซอฟ”เด็ดหัวนายพลหมีได้เป็นรายที่ 4 สหรัฐฯส่งโดรนหนุนอีก 100 ลำ ฝ่ายหมีขาวอ้างยึดที่มั่นเมืองหน้าด่านกรุงเคียฟสำเร็จ ยูเอ็นแจ้งยอดอพยพทะลุ 3 ล้านคน คนไทยกลับบ้านเพิ่มอีก 2 ราย

วันที่ 22 แห่งสงครามยูเครน-รัสเซีย ในภูมิภาคยุโรปตะวันออก แนวรบยังไม่เปลี่ยนแปลง แม้จะมีรายงานกองทัพยูเครนปฏิบัติการโจมตีตอบโต้ทวงคืนดินแดนเสียไป ท่ามกลางข้อสงสัยที่ขัดแย้งกันจากข่าวกรองชาติตะวันตกว่ากองทัพรัสเซียหมดสภาพจริงหรือรอผลการเจรจา และสหรัฐฯที่ประกาศป้อนอาวุธหนุนยูเครนอีกระลอก

...

ทั้งนี้ สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 17 มี.ค.อ้างข้อมูลของกระทรวงกลาโหมอังกฤษ สรุปสถานการณ์ล่าสุดว่าปฏิบัติการรุกคืบของกองทัพรัสเซียได้สูญเสียโมเมนตัม ชะลอตัวในทุกแนวรบ หลังเผชิญการต้านทานที่หนักหน่วงจากฝ่ายยูเครน ในฟีดของโซเชียลมีเดียตะวันตก ได้มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอ ขบวนยานเกราะ และรถถังของยูเครน เคลื่อนพลพร้อมมีการยิงปะทะ บ่งชี้ว่ากองทัพยูเครนได้เริ่มปฏิบัติการตีโต้ในจังหวัดโดเนตสก์ ทางภาคตะวันออกเพื่อทำลายจังหวะของกองทัพรัสเซีย และหวังทวงคืนพื้นที่ที่ถูกยึดครองไป

ในขณะเดียวกัน รายงานข่าวของทางการรัสเซีย ระบุว่า กองทัพรัสเซียเริ่มครองที่มั่นทางตะวันออกของกรุงเคียฟได้มากขึ้นและประสบความสำเร็จโอบล้อมหน่วยรบของยูเครนในพื้นที่เมืองเชอร์นิกอฟ เมืองหน้าด่านทางตอนเหนือของเมืองหลวง ขณะที่ภาคตะวันออกของยูเครนการรบเป็นไปอย่างดุเดือด ในจังหวัดโดเนตสก์และลูฮานสก์ กองทัพยูเครนได้ปฏิบัติการตีโต้ในบริเวณเมืองเซเวโรโดเนตสก์ และเมืองครามาทอร์สก์ โดยมีหน่วยรบรัสเซียกำลังพยายามส่งทัพอ้อมไปตลบหลังเส้นทางเคลื่อนกำลัง ส่วนที่ภาคใต้ มีรายงานบ่งชี้ว่า กองทัพรัสเซียยังคงปักหลักอยู่ที่ชานเมืองมิโคลาเยฟ เมืองหน้าด่านชายฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ ส่งหน่วยรบแยกตัวมุ่งหน้าไปยังเมืองครีวี ริฟ พื้นที่ภาคกลางตอนล่าง โดยที่เมืองยุทธศาสตร์มาริอูโปลเชื่อมคาบสมุทรไครเมียกับจังหวัดโดเนตสก์ ยังคงตกอยู่ในวงล้อมหนาแน่นของกองทัพรัสเซีย

นักวิเคราะห์ความมั่นคงตะวันตกส่วนใหญ่ประเมินว่ากองทัพรัสเซียประสบปัญหาหลักด้านการส่งกำลังบำรุง และขวัญกำลังใจ ที่มีผลมาจากกระแสต่อต้านสงครามทั่วโลก รวมถึงปัญหาทางการเงินในรัสเซียไปจนถึงรายงานข่าวความโหดร้ายในสงครามครั้งนี้ หน่วยงานท้องถิ่นของยูเครนยังกล่าวหาว่าทหารรัสเซียกราดยิงพลเรือนที่ยืนต่อคิวรอซื้อขนมปังภายในเมืองเชอร์นิกอฟ เสียชีวิต 10 คน โรงละครในเมืองท่ามาริอูโปล สถาปัตยกรรมอันสวยงามที่มีพลเรือน เด็กและคนท้องเข้าไปหลบภัยถูกยิงถล่มจนพังพินาศ แต่ยังไม่พบผู้เสียชีวิต
กระนั้น พ.อ.ดักลาส แม็คเกรเกอร์ อดีต

ที่ปรึกษากระทรวงกลาโหมเพนตากอน ยุคนายโดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์สื่อท้องถิ่นสหรัฐฯว่า กองทัพรัสเซียขาดความคืบหน้ามาจากคำสั่งให้ระวังพลเรือน ตอนนี้ชาติตะวันตกกำลังให้ความหวังลมๆแล้งๆแก่ยูเครนว่าสามารถเอาชนะรัสเซียได้ ทั้งที่สงครามควรจะจบได้แล้ว เป้าหมายที่ต้องการลดกำลังทหารของยูเครนถือว่าบรรลุเป้าหมายส่วนใหญ่แล้ว เท่าที่ทราบหน่วยรบต่างๆของยูเครนอยู่ในสภาพถูกปิดล้อม อย่างในจังหวัดโดเนตสก์มีทหารยูเครนอยู่ราว 60,000 นาย ถูกตีโอบ เสบียงเริ่มร่อยหรอ เห็นได้ชัดว่ารัฐบาลสหรัฐฯต้องการให้สงครามดำเนินต่อไปให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ด้วยเป้าหมายให้รัสเซียสิ้นหวัง ทั้งนี้พ.อ.แม็คเกรเกอร์เคยถูกสื่อสหรัฐฯรุมโจมตีอย่างหนัก หลังเคยให้สัมภาษณ์ในช่วงต้นสงครามว่า สหรัฐฯไม่ควรเข้าไปยุ่ง ควรให้ยูเครนแก้ปัญหากับรัสเซียเอง

ด้านนายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวโจมตีนายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซียอย่างรุนแรงเป็นครั้งแรกว่า นายปูตินถือเป็นอาชญากรสงคราม เป็นคำกล่าวหลังจากนายโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน กล่าวสุนทรพจน์ ทางออนไลน์ต่อสภาคองเกรสสหรัฐฯ ที่เรียกร้องให้สหรัฐฯช่วยเหลือยูเครนเพิ่มเติม ขณะที่สำนักข่าวต่างประเทศรายงานด้วยว่า จากกรณีรัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศส่งความช่วยเหลือให้ยูเครนร่วมกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์หรือกว่า 33,000 ล้านบาทไปแล้วนั้น ยังรวมถึงอาวุธรุ่นใหม่อย่างโดรนฆ่าตัวตาย “สวิตช์เบลด” ติดระเบิดพุ่งชนใส่เป้าหมายจำนวน 100 ลำ แต่ยังไม่แน่ชัดว่า เป็นรุ่น 300 สังหารบุคคลหรือรุ่น 600 ที่ใช้ทำลายรถถังยานเกราะไปจนถึงการจัดหาระบบต่อต้านขีปนาวุธและอากาศยานขั้นสูง “เอส-300” จากค่ายรัสเซีย ที่กองทัพยูเครนมีความคุ้นชิน สามารถนำไปใช้งานได้ทันทีด้วย

...

ต่อมานายโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ออกแถลงการณ์โจมตีรัสเซียว่า เป็นรัฐก่อการร้าย ขอเรียกร้องให้ชาติตะวันตกประกาศเขตห้ามบินหรือ No-Fly Zone เหนือน่านฟ้ายูเครนในทันที ทั้งระบุถึงการเจรจาหาทางออกกับรัฐบาลรัสเซียว่า เป้าหมายในการต่อรองของยูเครนคือ ยุติสงคราม ขอหลักประกันทางความมั่นคง อธิปไตย และความเป็นปึกแผ่นของดินแดน พร้อมให้สัญญาชาวยูเครนว่า รัฐบาลยูเครนจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการซ่อมแซมอาคารบ้านเรือนที่พังเสียหายจากสงคราม

นายเซเลนสกียังเผยว่า ผู้บัญชาการกองทัพรัสเซียถูกสังหารเป็นรายที่ 4 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานอ้างการเปิดเผยของหน่วยงานความมั่นคงยูเครนว่า ผู้เสียชีวิตคือ พล.ต.โอเลก มิตยาเอฟ ผู้บัญชาการกองพลยานเกราะที่ 150 เสียชีวิตในสนามรบใกล้เมืองท่ามาริอูโปล จากฝีมือของหน่วยทหารอาสาชาตินิยม “กองทหารอาซอฟ” ที่รัสเซียตีตราว่า เป็นกลุ่มหัวรุนแรง พร้อมรายงานอ้างนักวิเคราะห์ด้วยว่า ทำไมผู้บัญชาการของรัสเซียถึงถูกสังหารต่อเนื่อง เป็นไปได้หรือไม่ว่า นายพลของรัสเซียกำลังถูกหน่วยเฉพาะกิจของยูเครนหรือ สังกัดอื่นหมายหัว

...

ส่วนสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) รายงานว่า ยอดผู้ลี้ภัยสงครามและอพยพเพิ่มเป็น 3.06 ล้านคน ลี้ภัยอยู่ในโปแลนด์กว่า 1.85 ล้านคน โรมาเนีย 460,703 คน มอลโดวา 344,454 คน ฮังการี 272,943 คน สโลวะเกีย 220,977 คน รัสเซีย 155,841 คน

ก่อนหน้านี้ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) หรือศาลโลก กรุงเฮก เนเธอร์แลนด์ ลงมติรับรอง 13 ต่อ 2 เสียง ออกคำสั่งชั่วคราวให้รัสเซียระงับปฏิบัติการทางทหารในยูเครนในทันที หลังไม่ได้รับหลักฐานอย่างชัดเจน ต่อกรณีที่รัฐบาลรัสเซียแย้งว่า มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เกิดขึ้นในยูเครน ทั้งนี้ สำนักข่าวรอยเตอร์ และการ์เดียนอังกฤษรายงานว่า แม้คำสั่งของศาลโลกจะมีภาระผูกพันแต่ไม่มีอำนาจบังคับใช้ ในอดีตก็เคยมีประเทศที่ไม่ใส่ใจคำพิพากษาศาลโลกมาแล้ว อย่างปี 2529 สหรัฐฯเมินเฉยต่อคำพิพากษาศาลโลก ที่สั่งให้ยุติปฏิบัติการทางทหารในนิการากัว

ด้านกระทรวงการต่างประเทศของไทย นายธานี แสงรัตน์ อธิบดีกรมสารนิเทศ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงว่า เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอร์ซอ รายงานว่า คนไทยจากยูเครน 2 ราย เดิมกักตัวอยู่โปแลนด์ได้ออกเดินทางจากกรุงวอร์ซอ กลับถึงท่าอากาศสุวรรณภูมิ ประเทศไทย ในเวลา 19.10 น. ของวันที่ 17 มี.ค.ตั้งแต่วันที่ 1-17 มี.ค. อพยพคนไทยรวมแล้ว 8 เที่ยวบิน 230 คน จากทั้งหมด 256 คน ที่อยู่ในยูเครน บางส่วนเดินทางกลับด้วยตัวเอง ขณะนี้เหลือคนไทยที่ประสงค์อยู่กับครอบครัวในยูเครนอีก 26 คน