• การปลูกถ่ายอวัยวะดูจะมีความคืบหน้าไปมากในช่วงปีที่ผ่านมา หลังทีมแพทย์สหรัฐฯ ประสบความสำเร็จในการผ่าตัดใส่หัวใจหมูให้นายเดวิด เบนเน็ต ชายวัย 57 ปีได้สำเร็จ แม้เขาจะเสียชีวิตในเวลา 2 เดือนก็ตาม
  • การเสียสละครั้งนี้ของนายเบนเน็ตไม่ได้สูญเปล่า เพราะทีมแพทย์และนักวิจัยสามารถนำข้อมูลนี้ไปต่อยอด เพื่อหาทางใช้อวัยวะจากหมูมาเป็นอวัยวะสำรองที่สามารถใช้ได้ในระยะยาวให้กับมนุษย์เพื่อแก้ปัญหาวิกฤติขาดแคลนอวัยวะทั่วโลก
  • ปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ต่างมุ่งเป้าไปที่การใช้อวัยวะจากหมู เนื่องจากอวัยวะส่วนใหญ่ของหมูมีขนาดใกล้เคียงกับของมนุษย์ ซึ่งความท้าทาย ก็คือจะทำอย่างไรไม่ให้เกิดการปฏิเสธอวัยวะอย่างเฉียบพลันในกระบวนการปลูกถ่ายนั่นเอง

ขอบเขตของการปลูกถ่ายอวัยวะดูจะมีความคืบหน้าไปมากในช่วงปีที่ผ่านมา หลังจากที่ทีมแพทย์สหรัฐฯ ประสบความสำเร็จในการผ่าตัดใส่หัวใจหมูให้นายเดวิด เบนเน็ต ชายวัย 57 ปีได้สำเร็จ ซึ่งถึงแม้ชายคนดังกล่าวจะเสียชีวิตหลังจากนั้น 2 เดือน แต่ก็นับเป็นความก้าวหน้าทางการแพทย์ที่พิสูจน์ได้ว่าอวัยวะของสัตว์สามารถนำมาใช้ช่วยต่อชีวิตคนได้จริง เพราะนายเบนเน็ตเป็นผู้ป่วยโรคหัวใจระยะสุดท้าย และไม่มีคุณสมบัติที่จะได้รับการปลูกถ่ายหัวใจมนุษย์แล้ว เขาจึงเลือกที่จะเข้าสู่การทดลองนี้ เพราะเป็นทางเลือกสุดท้ายของเขา

อย่างไรก็ตาม การเสียสละครั้งนี้ของนายเบนเน็ตไม่ได้สูญเปล่า เพราะทีมแพทย์และนักวิจัยสามารถนำข้อมูลนี้ไปต่อยอด เพื่อหาทางใช้อวัยวะจากหมูมาเป็นอวัยวะสำรองที่สามารถใช้ได้ในระยะยาวให้กับมนุษย์เพื่อแก้ปัญหาวิกฤติขาดแคลนอวัยวะสำหรับผู้ป่วยที่รอรับบริจาคอวัยวะอีกจำนวนมากทั่วโลก

...

เราเข้าใกล้ความจริงมากแค่ไหน?

ดร. เจมส์ ล็อก ศัลยแพทย์ด้านการปลูกถ่ายอวัยวะจากมหาวิทยาลัยแอละบามาของสหรัฐฯ ระบุว่า ทีมแพทย์เคยประสบความสำเร็จในการปลูกถ่ายไตหมูให้กับมนุษย์มาแล้ว ซึ่งการจะเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว ก็ต้องตัดสินจากการที่อวัยวะดังกล่าวสามารถใช้งานได้โดยที่ร่างกายไม่ต่อต้าน ซึ่งหากร่างกายต่อต้านเลือดที่อวัยวะนั้นจะเริ่มจับตัวเป็นก้อนจากภายใน โดยเปลี่ยนจากสีชมพู เป็นสีน้ำเงิน และกลายเป็นสีดำในเวลาเพียงไม่กี่นาที แต่หากร่างกายไม่ปฏิเสธอวัยวะใหม่ อวัยวะใหม่ก็จะเป็นสีชมพู เนื่องจากมีเลือดสูบฉีดและออกซิเจนไหลเวียน

การนำเอาอวัยวะสัตว์มาใช้กับมนุษย์ไม่ใช่เรื่องใหม่ โดยเริ่มมีการทดลองในชิมแปนซี ตั้งแต่การปลูกถ่ายอัณฑะ ไปจนถึงการปลูกถ่ายไต และหัวใจ แต่ผลลัพธ์ที่ออกมามักจะจบด้วยความตาย โดยปัญหาหลักเกิดจากระบบภูมิคุ้มกันที่มองว่าอวัยวะที่ปลูกถ่ายเข้ามาเหมือนกับสิ่งแปลกปลอมและต้องเร่งกำจัดมันออกไป

ปัจจุบันนี้ นักวิทยาศาสตร์ต่างมุ่งเป้าไปที่การใช้อวัยวะจากหมู เนื่องจากอวัยวะส่วนใหญ่ของหมูมีขนาดใกล้เคียงกับของมนุษย์ ซึ่งความท้าทายที่สำคัญก็คือจะทำอย่างไรไม่ให้เกิดการปฏิเสธอวัยวะอย่างเฉียบพลันในกระบวนการปลูกถ่าย จึงนำไปสู่แนวคิดในการตัดแต่งพันธุกรรมหมู เพื่อให้สามารถเข้ากับร่างกายของมนุษย์ได้ ซึ่งทั้งการผ่าตัดเปลี่ยนไต และเปลี่ยนหัวใจหมูให้กับมนุษย์ทั้งสองครั้งที่ผ่านมา ก็ล้วนแล้วแต่ใช้อวัยวะจากหมูที่ผ่านการตัดแต่งทางพันธุกรรม 10 ตำแหน่งทั้งสิ้น โดยในเซลล์ของหมูทั่วไปจะมีสารอัลฟา กาแลกโตส เป็นสารที่พบในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั่วไป แต่ไม่พบในมนุษย์ ดังนั้นหากใช้อวัยวะหมูที่ไม่มีการตัดแต่งพันธุกรรม สารตัวนี้จะไปกระตุ้นภูมิคุ้มกันของมนุษย์ให้มองว่าอวัยวะนั้นๆ เป็นสิ่งแปลกปลอม และไปทำลายอวัยวะที่ปลูกถ่ายเข้าไปใหม่ ซึ่งจากเคสของนายเบนเน็ตโดยการผ่าตัดของทีมแพทย์มหาวิทยาลัยแพทย์ แมริแลนด์ ก็ทำให้เห็นว่า การตัดแต่งพันธุกรรมหมูสามารถนำมาใช้ได้จริงโดยที่ร่างกายของนายเบนเน็ตไม่ได้ปฏิเสธอวัยวะดังกล่าวและสามารถใช้งานอวัยวะใหม่ได้ถึง 2 เดือน แต่ในทางกลับกันเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็สะท้อนให้เห็นถึงความไม่แน่นอนของการใช้งานอวัยวะที่มาจากสัตว์ ซึ่งเป็นคนละสายพันธุ์กับมนุษย์ โดยหัวใจมนุษย์ตามธรรมชาติที่ต้องเดิน 2 ขาและทานแรงโน้มถ่วงของโลกมากกว่า อาจจะต้องทำงานหนักกว่าหัวใจของหมูที่เดิน 4 ขา หรือการตัดแต่งพันธุกรรมหมูเพียง 10 ตำแหน่งอาจจะยังไม่เพียงพอ

นายเดวิด เบนเน็ต ผู้รับการปลูกถ่ายหัวใจจากหมู
นายเดวิด เบนเน็ต ผู้รับการปลูกถ่ายหัวใจจากหมู

คริส เดนนิ่ง ศาสตราจารย์ด้านชีววิทยาสเต็มเซลล์ แห่งมหาวิทยาลัยนอตติ้งแฮม ระบุว่า การที่สามารถเอาชนะการปฏิเสธอวัยวะใหม่แบบเฉียบพลันได้ ก็เท่ากับว่าการปลูกถ่ายหัวใจนั้นประสบความสำเร็จแล้ว ซึ่งหากปัจจัยที่ทำให้คนไข้เสียชีวิตเกิดจากความอ่อนแอของร่างกายที่มีอยู่เดิม การปลูกถ่ายอวัยวะข้ามสายพันธุ์ก็น่าจะประสบความสำเร็จยิ่งกว่านี้ในอนาคต แต่หากเป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับกายวิภาคศาสตร์ ความเป็นไปได้ที่จะปลูกถ่ายอวัยวะข้ามสายพันธุ์ก็อาจจะทำได้ยากขึ้น ซึ่งยังต้องเดินหน้าในการวิจัยและทดลองกันต่อไป

ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญที่ต้องพยายามค้นคว้าวิจัยเพื่อนำอวัยวะจากสัตว์มาใช้แทนอวัยวะของมนุษย์แม้ประสิทธิภาพจะไม่สามารถเทียบเท่าได้ ก็เพราะหากเรื่องนี้ประสบความสำเร็จเป็นวงกว้าง วงการแพทย์จะสามารถต่อลมหายใจให้แก่มนุษย์อีกจำนวนมากที่ยังรอคอยการปลูกถ่ายอวัยวะแบบเร่งด่วน เพื่อไม่ให้คนไข้ต้องเสียชีวิตลงก่อนที่จะได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะอย่างน่าเศร้า

...

ศาสตราจารย์ วอลเวิร์ค แพทย์ที่ทำการผ่าตัดเปลี่ยนถ่ายหัวใจ ตับ และไตคนแรกของโลก และยังเป็นผู้บุกเบิกแนวคิดในการนำอวัยวะจากสัตว์มาใช้กับคนระบุว่า มันคงจะเป็นการดีกว่า ถ้าเราจะสามารถเพิ่มโอกาสการรอดชีวิตของคน 1,000 คนได้อีก 70 เปอร์เซ็นต์ด้วยการใช้หัวใจจากหมู ดีกว่าที่จะรอโอกาสรอดชีวิต 85 เปอร์เซ็นต์จากคนเพียง 100 คนที่จะได้รับการปลูกถ่ายหัวใจของมนุษย์ด้วยกันเท่านั้น.

ผู้เขียน : อาจุมมาโอปอล

ที่มา : บีบีซี, เดอะคอนเวอร์เซชั่น